
1 ปีชี้ชะตา 44 ส.ส.ก้าวไกล ศาลฎีกาวางกรอบคดีจริยธรรม เริ่มไต่สวน 25 ส.ค. 69
ศาลฎีกาเดินหน้าคดีจริยธรรม 44 ส.ส.ก้าวไกล คดีเสนอแก้ ม.112 นัดตรวจพยาน 4 ส.ค. ประเดิมไต่สวน 25 ส.ค. วางกรอบพิจารณา 1 ปี ยกคำร้องสั่ง “ณัฐพงษ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่
KEY
POINTS
- ศาลฎีการับพิจารณาคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 44 อดีต ส.ส. ก้าวไกล ข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112
- ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 ส.ค. 69 และกำหนดเริ่มไต่สวนพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 25 ส.ค. 69
- กระบวนการพิจารณาคดีทั้งหมดถูกวางกรอบให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี หรือประมาณเดือนมิถุนายน 2570
ศาลฎีการับคำคัดค้านของอดีต สส.ก้าวไกลทั้ง 44 คน ในคดีที่ ป.ป.ช.กล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐาน 4 สิงหาคม และเริ่มไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก 25 สิงหาคม 2569 วางกรอบพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ขณะเดียวกันยกคำร้องขอให้สั่ง "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุผู้ร้องไม่ใช่คู่ความและไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกานัดพิจารณาครั้งแรกในคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ป.ป.ช.-ฝ่ายผู้คัดค้านพร้อมหน้าศาล
การพิจารณาเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. โดยฝ่าย ป.ป.ช. มีนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมการพิจารณา
ส่วนฝ่ายผู้คัดค้าน ส่วนใหญ่แต่งตั้งทนายความเป็นผู้แทน ขณะที่อดีต สส.บางรายเดินทางมาศาลด้วยตนเอง อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.พรรคประชาชน และ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล
ศาลนัดตรวจพยาน 4 ส.ค.เปิดไต่สวน 25 ส.ค.
ภายหลังการพิจารณา ศาลมีคำสั่งรับคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน พร้อมกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น.
ศาลกำหนดให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นแนวทางการไต่สวน รวมถึงบัญชีพยานและพยานหลักฐานที่ประสงค์ให้ศาลออกหมายเรียก ภายใน 7 วันก่อนวันนัด
นอกจากนี้ ศาลยังกำหนดวันไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์นัดแรกในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 และนัดต่อเนื่องในวันที่ 22 กันยายน และ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. พร้อมวางกรอบการพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี (ครบ 1 ปีประมาณ มิ.ย. 70)
ยกคำร้องสั่ง"ณัฐพงษ์"หยุดปฏิบัติหน้าที่
ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำสั่งไม่รับคำร้องของ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ที่ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
คำร้องดังกล่าวอ้างถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีองคมนตรีเข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน"
อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่ความในคดี อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เป็นการกระทำซ้ำ จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
ด้านทนายความของนายณัฐพงษ์ ชี้แจงต่อศาลว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในคดีนี้ และไม่ถือเป็นการกระทำซ้ำหรือฝ่าฝืนคำสั่งศาล
บรรยากาศภายในห้องพิจารณาพบว่า ผู้คัดค้านลำดับที่ 3 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความ และใช้สิทธิว่าความด้วยตนเอง ขณะที่ผู้คัดค้านลำดับที่ 12 ก็ไม่ได้แต่งตั้งทนายเช่นกัน โดยแจ้งต่อศาลว่าจะยื่นคำคัดค้านและดำเนินการไต่สวนด้วยตนเอง
ย้อนปมกล่าวหาแก้ ม.112 ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 กล่าวหาอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมกันเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566
ป.ป.ช. ระบุว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการลดทอนสถานะสำคัญในการรับรอง คุ้มครอง และเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นอกจากนี้ ยังระบุว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเคยแจ้งข้อบกพร่องของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันเสนอร่างกฎหมายต่อไป
ในคำร้อง ป.ป.ช.ยังอ้างว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวมีเจตนามุ่งร้ายที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง
จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งในฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ และกระทำการอันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
“สุพิศาล"เตรียมต่อสู้คดีเต็มที่
ภายหลังการพิจารณา พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาล โดยชี้แจงในหลายประเด็น ทั้งเรื่องกระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตีความข้อเท็จจริงที่เห็นว่าอาจคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน
พร้อมยืนยันว่า จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นว่าผลของคดีจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความยุติธรรมของศาล
ป.ป.ช.ยื่นพยาน 17 ปาก
ด้านนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ฝ่ายผู้ร้องได้ยื่นบัญชีพยานไว้จำนวน 17 ปาก ซึ่งประกอบด้วยพยานที่ ป.ป.ช. เคยเรียกมาให้ถ้อยคำ รวมถึงอดีต สส.พรรคก้าวไกลบางราย
อย่างไรก็ตาม จำนวนพยานที่จะเข้าสืบในชั้นศาล และบุคคลใดจะถูกเรียกมาเบิกความนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลเป็นผู้พิจารณา







