thansettakij
thansettakij
สัปดาห์หน้า ชี้ชะตา “หมอสรณ” บอร์ดสรรหาประธาน กสทช. นัดลงมติปมคุณสมบัติ

ลุ้นสัปดาห์หน้า ชี้ชะตา “หมอสรณ” บอร์ดสรรหาประธาน กสทช. นัดลงมติปมคุณสมบัติ

26 มิ.ย. 69 | 08:31 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 08:47 น.

ชี้ชะตา “หมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์” สัปดาห์หน้า บอร์ดสรรหาประธาน กสทช. นัดลงมติปมคุณสมบัติ อดีต กมธ.ไอซีที ย้ำหลักฐานแน่น ขัดกฎหมายจริง

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการสรรหา กสทช. เตรียมลงมติชี้ขาดประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในสัปดาห์หน้า
  • มีการเชิญอดีตคณะกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลสอบสวน ซึ่งยืนยันว่ามีหลักฐานจากหลายหน่วยงานที่ชี้ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ
  • ผลการวินิจฉัยของบอร์ดสรรหาอาจส่งผลกระทบย้อนหลัง ต่อสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ

การพิจารณาสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. เชิญอดีตคณะกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลสอบข้อเท็จจริงที่เคยดำเนินการไว้ โดยย้ำมีพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงานยืนยันการขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย พร้อมคาดว่าคณะกรรมการสรรหาจะมีมติภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยได้เชิญ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม (กมธ.ไอซีที) วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่คณะกรรมาธิการชุดก่อนเคยดำเนินการไว้

คาดอีก 1 สัปดาห์บอร์ดสรรหาลงมติ

ภายหลังการประชุม พล.อ.อนันตพร เปิดเผยว่า การเข้าชี้แจงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาวินิจฉัย เบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลาพิจารณาข้อมูลประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนมีข้อยุติในประเด็นดังกล่าว

เมื่อถามว่าหากคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จะส่งผลย้อนหลังต่อการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า หากพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผลจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ 

สำหรับกรณีนี้ เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้น หากมีการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ ก็อาจมีผลย้อนหลังตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว

ย้ำผลสอบ 16 นัดประชุมหลักฐานแน่น

พล.อ.อนันตพร ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการไอซีทีในอดีตดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีการประชุมรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง พร้อมรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

พร้อมระบุว่า ไม่ต้องการกล่าวว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร แต่ข้อเท็จจริงและเอกสารที่รวบรวมได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า นพ.สรณ มีประเด็นที่อาจขัดต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่คณะกรรมการสรรหาจำเป็นต้องนำไปประกอบการพิจารณา

"เอกสารยืนยันข้อเท็จจริงมีความชัดเจน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อเท็จจริงมากกว่ากระบวนการ" พล.อ.อนันตพร กล่าว

                                     พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีต สว. และอดีตประธาน กมธ.ไอซีที วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลการตรวจสอบคุณสมบัติ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ต่อ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา

“ประพันธุ์”เผยรับเรื่องจาก“พรเพชร”ก่อนตรวจสอบ

ด้าน นายประพันธุ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการไอซีที กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานวุฒิสภา รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการไอซีทีตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลังการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามขัดต่อกฎหมายตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง จึงได้จัดทำรายงานส่งกลับไปยังประธานวุฒิสภา เป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจวินิจฉัยสถานะการดำรงตำแหน่ง

อำนาจตัดสินอยู่ที่บอร์ดสรรหา

นายประพันธุ์ กล่าวว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่า นพ.สรณ จะขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งกำลังดำเนินการพิจารณา โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายแล้ว

ส่วนหน้าที่ของอดีตกรรมาธิการไอซีที คือการมายืนยันต่อคณะกรรมการสรรหาว่า การตรวจสอบที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนและมีพยานหลักฐานรองรับจริง

อิงหลักฐานจากมหิดล-สรรพากร-ธนาคาร-ตลาดหลักทรัพย์

นายประพันธุ์ กล่วาวด้วยว่า พยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการตรวจสอบไม่ได้อาศัยเพียงคำร้องเรียน แต่มีข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล กรมสรรพากร ผ่านเอกสาร ภ.ง.ด.40 รวมถึงข้อมูลจากสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดได้ส่งข้อมูลมายังคณะกรรมาธิการเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบ

“จากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด คณะกรรมาธิการเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามประเด็นที่มีการร้องเรียน จึงได้นำข้อสรุปดังกล่าวมายืนยันต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย” นายประพันธุ์ ระบุ

ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการสรรหาในสัปดาห์หน้าจะเป็นจุดสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของคดี และชี้ชะตาสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่