
ลุ้นสัปดาห์หน้า ชี้ชะตา “หมอสรณ” บอร์ดสรรหาประธาน กสทช. นัดลงมติปมคุณสมบัติ
ชี้ชะตา “หมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์” สัปดาห์หน้า บอร์ดสรรหาประธาน กสทช. นัดลงมติปมคุณสมบัติ อดีต กมธ.ไอซีที ย้ำหลักฐานแน่น ขัดกฎหมายจริง
KEY
POINTS
- คณะกรรมการสรรหา กสทช. เตรียมลงมติชี้ขาดประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในสัปดาห์หน้า
- มีการเชิญอดีตคณะกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลสอบสวน ซึ่งยืนยันว่ามีหลักฐานจากหลายหน่วยงานที่ชี้ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ
- ผลการวินิจฉัยของบอร์ดสรรหาอาจส่งผลกระทบย้อนหลัง ต่อสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ
การพิจารณาสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. เชิญอดีตคณะกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลสอบข้อเท็จจริงที่เคยดำเนินการไว้ โดยย้ำมีพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงานยืนยันการขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย พร้อมคาดว่าคณะกรรมการสรรหาจะมีมติภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยได้เชิญ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม (กมธ.ไอซีที) วุฒิสภา เข้าชี้แจงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่คณะกรรมาธิการชุดก่อนเคยดำเนินการไว้
คาดอีก 1 สัปดาห์บอร์ดสรรหาลงมติ
ภายหลังการประชุม พล.อ.อนันตพร เปิดเผยว่า การเข้าชี้แจงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาวินิจฉัย เบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลาพิจารณาข้อมูลประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนมีข้อยุติในประเด็นดังกล่าว
เมื่อถามว่าหากคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จะส่งผลย้อนหลังต่อการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า หากพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผลจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ
สำหรับกรณีนี้ เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้น หากมีการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ ก็อาจมีผลย้อนหลังตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว
ย้ำผลสอบ 16 นัดประชุมหลักฐานแน่น
พล.อ.อนันตพร ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการไอซีทีในอดีตดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีการประชุมรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง พร้อมรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
พร้อมระบุว่า ไม่ต้องการกล่าวว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร แต่ข้อเท็จจริงและเอกสารที่รวบรวมได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า นพ.สรณ มีประเด็นที่อาจขัดต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่คณะกรรมการสรรหาจำเป็นต้องนำไปประกอบการพิจารณา
"เอกสารยืนยันข้อเท็จจริงมีความชัดเจน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อเท็จจริงมากกว่ากระบวนการ" พล.อ.อนันตพร กล่าว
“ประพันธุ์”เผยรับเรื่องจาก“พรเพชร”ก่อนตรวจสอบ
ด้าน นายประพันธุ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการไอซีที กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานวุฒิสภา รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการไอซีทีตรวจสอบข้อเท็จจริง
หลังการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามขัดต่อกฎหมายตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง จึงได้จัดทำรายงานส่งกลับไปยังประธานวุฒิสภา เป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจวินิจฉัยสถานะการดำรงตำแหน่ง
อำนาจตัดสินอยู่ที่บอร์ดสรรหา
นายประพันธุ์ กล่าวว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่า นพ.สรณ จะขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งกำลังดำเนินการพิจารณา โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายแล้ว
ส่วนหน้าที่ของอดีตกรรมาธิการไอซีที คือการมายืนยันต่อคณะกรรมการสรรหาว่า การตรวจสอบที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนและมีพยานหลักฐานรองรับจริง
อิงหลักฐานจากมหิดล-สรรพากร-ธนาคาร-ตลาดหลักทรัพย์
นายประพันธุ์ กล่วาวด้วยว่า พยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการตรวจสอบไม่ได้อาศัยเพียงคำร้องเรียน แต่มีข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล กรมสรรพากร ผ่านเอกสาร ภ.ง.ด.40 รวมถึงข้อมูลจากสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดได้ส่งข้อมูลมายังคณะกรรมาธิการเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบ
“จากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด คณะกรรมาธิการเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามประเด็นที่มีการร้องเรียน จึงได้นำข้อสรุปดังกล่าวมายืนยันต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย” นายประพันธุ์ ระบุ
ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการสรรหาในสัปดาห์หน้าจะเป็นจุดสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของคดี และชี้ชะตาสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่






