thansettakij
thansettakij
นักกฎหมายตั้งคำถามอำนาจสรรหา กสทช. ตรวจปมคุณสมบัติประธาน

นักกฎหมายตั้งคำถามอำนาจสรรหา กสทช. ตรวจปมคุณสมบัติประธาน

26 มิ.ย. 69 | 03:05 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 03:11 น.

นักกฎหมายปกครองตั้งข้อสังเกตอำนาจคณะกรรมการสรรหา กสทช. สิ้นสุดแล้วตั้งแต่เสนอชื่อต่อวุฒิสภา ตั้งคำถามปมตรวจคุณสมบัติ "ประธาน กสทช." จับตาผลประชุม 26 มิ.ย.

ก่อนการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในวันนี้ (26 มิ.ย. 69) ซึ่งมีวาระพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลุ่มนักกฎหมายปกครองได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึง "ขอบเขตอำนาจ" ของคณะกรรมการสรรหาในกรณีนี้ โดยมองว่าภารกิจของคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอชื่อต่อวุฒิสภา

ต้นเรื่องมาจากมติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ให้ประธาน กสทช. ชี้แจง ส่งข้อมูล และเข้าให้ถ้อยคำ เพื่อพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ทั้งที่กระบวนการสรรหาได้เสร็จสิ้น และวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ พร้อมมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจนปฏิบัติหน้าที่มาแล้วระยะหนึ่ง

"สองขั้นตอน" ของการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช.

นักกฎหมายปกครองที่ติดตามกรณีนี้อธิบายว่า กระบวนการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช. แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 คณะกรรมการสรรหาเปิดรับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเสนอต่อวุฒิสภา

ขั้นตอนที่ 2 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกไว้ จากนั้นนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ฝ่ายนักกฎหมายเห็นว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามกฎหมายควรครอบคลุมเฉพาะขั้นตอนที่ 1 เท่านั้น ไม่รวมถึงขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นอำนาจของวุฒิสภาและนายกรัฐมนตรี

อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 25-27/2555

ข้อวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ที่วางหลักว่า คณะกรรมการสรรหามีขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุต้องเลือกและแต่งตั้งกรรมการ และเมื่อการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาก็สิ้นสุดลงด้วย โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในเวลาต่อมา ทั้งนี้นักกฎหมายกลุ่มนี้ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยตามรัฐธรรมนูญ

ชี้ขอบเขต ม.15/1 จำกัดเฉพาะ "ผู้สมัคร–ผู้ได้รับการคัดเลือก"

ในแง่บทบัญญัติ นักกฎหมายกลุ่มนี้เห็นว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งเป็นฐานอำนาจที่คณะกรรมการสรรหาใช้อ้างอิง มีขอบเขตจำกัดอยู่ที่การวินิจฉัยคุณสมบัติของ "ผู้สมัคร" หรือ "ผู้ได้รับการคัดเลือก" ในกระบวนการสรรหาเท่านั้น ไม่ได้ขยายไปถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งแล้ว

ทั้งนี้แตกต่างจากกฎหมายขององค์กรอิสระอื่น เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่บัญญัติอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งไว้อย่างชัดเจน เมื่อกฎหมาย กสทช. ไม่ได้บัญญัติอำนาจภายหลังการแต่งตั้งไว้ จึงไม่ควรตีความขยายอำนาจขึ้นเอง

ส่วนการเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ การเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และเอกสารภาษีบางประเภท นักกฎหมายเห็นว่าจำเป็นต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับชัดเจน เพราะกระทบสิทธิส่วนบุคคลของผู้ถูกตรวจสอบโดยตรง

ตั้งคำถาม "ความเป็นกลาง" ของกรรมการ

นอกจากประเด็นขอบเขตอำนาจ ยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งอ้างหลักกฎหมายปกครองทั่วไปที่ว่าผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนั้นด้วยตนเอง (หลัก nemo judex in causa sua) โดยเสนอว่า หากกระบวนการเดินหน้าโดยมีกรรมการที่อาจขาดความเป็นกลางร่วมพิจารณา อาจเป็นช่องให้ผลการพิจารณาถูกโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง ไม่ว่าผลจะออกมาทางใด ทางออกที่จะเพิ่มความน่าเชื่อถือคือการให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียยุติการพิจารณา