
หน้าที่และอำนาจคณะกรรมการสรรหา กับการตรวจสอบ วินิจฉัยคุณสมบัติ ประธาน กสทช.
หน้าที่และอำนาจคณะกรรมการสรรหา กสทช. กับการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติ ประธาน กสทช. : บทความ โดย...ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมาย ทนายความและอดีตสมาชิกวุฒิสภา
KEY
POINTS
- เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยมีการตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีตอย่างคลาดเคลื่อนว่า ภารกิจของคณะกรรมการฯ สิ้นสุดลงแล้วหลังการคัดเลือก
- พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบัน มาตรา 15/1 ระบุชัดเจนว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก และให้คำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด
- ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาสนับสนุนว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติของประธาน กสทช. หากปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ได้ปรากฏบทความที่ไม่มีชื่อผู้เขียน เผยแพร่โดย ผู้จัดการออนไลน์ และ ข่าวในเว็บไซต์ของ nation.tv ที่มีเนื้อหาเดียวกันด้วยหัวข้อข่าวและบทความว่า “เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดภารกิจ “กรรมการสรรหา กสทช.” สิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จสิ้น ตั้งคำถามอำนาจตรวจคุณสมบัติ “ประธาน กสทช.”
เนื้อหารายละเอียดข่าวและบทความเหมือนกันทุกถ้อยกระทงความ
เป็นการหยิบยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 มาอ้างเพื่อปกป้อง ปธ.กสทช โดยตีความเอาเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางหลักเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ไว้ว่า
“กรรมการสรรหาถูกกำหนดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุที่ต้องมีการเลือก และแต่งตั้งกรรมการ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการโดยวิธีสรรหาเสนอต่อวุฒิสภาพิจารณาลงมติ เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือที่ปรึกษา หรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่ของ กสทช.หรือสำนักงาน กสทช.”
กล่าวโดยสรุปก็คือ การกล่าวอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็เพื่อจะชี้นำสังคมและให้ผู้เสพข่าวสารดังกล่าวเข้าใจว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่กำลังประชุมพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ประธาน กสทช.อยู่ในขณะนี้ และที่จะมีนัดการประชุมเพื่อวินิจฉัยอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่วุฒิสภา นั้น ไม่มีหน้าที่และอำนาจในตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องของกรรม กสทช.
แถมตีความอ้างว่า แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และ หน่วยงานของรัฐ เพื่อมัดมือเท้าตัดอำนาจว่า กรรมการสรรหาไม่มีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัย เพราะ กสทช. ที่ถูกกล่าวหา ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและทำงานไปแล้วถึง 4 ปี กรรมการสรรหาบังอาจจะมาวินิจฉัยคุณสมบัติเขาได้อย่างไร อ่านข่าวและบทความนี้แล้ว ผู้นำเสนอข้อมูลดังกล่าว คงหวังว่าผู้เสพข่าวนี้คงเคลิ้มและคล้อยตาม เพราะดูเหมือนจะมีเหตุผลให้รับฟัง
ผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายและเป็นอดีตวุฒิสมาชิก เป็นอดีตกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ( กมธ.ICT) ซึ่งเป็นหนึ่งใน กมธ. ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช.ได้อ่านข่าวและบทความดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เป็นการเสนอข่าวและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อ้างอิงกฎหมายและคำวินิจฉัยโดยคลาดเคลื่อนไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง ส่อเจตนาในการปกป้องคนผิด สนับสนุนบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ให้มาบริหารกิจการบ้านเมือง อันเป็นผลประโยชน์แห่งรัฐและสมบัติร่วมกันของประชาชนที่มีมูลค่าจำนวนมหาศาล
ที่สำคัญยิ่งคือ เป็นการใช้ “หลักนิติกู” มาแทน “หลักนิติศาสตร์” จึงขอใช้พื้นที่สื่อชี้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ให้ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาด้วยวิจารณญาณอันเที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมาย และประโยชน์ของบ้านเมือง ลดังนี้
1.ข่าวและบทความดังกล่าว หยิบเอาข้อความบางตอนในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง และตีความผิดไปจากเนื้อหาของคำวินิจฉัยฉบับเต็มตามนี้ https://share.google/yU2kc3OkKWXKAF42j
ซึ่งคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีที่พิจารณาตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.256 วรรคห้า ประกอบ ม.207 วรรคหนึ่ง (2) ที่ห้ามมิให้กรรมการสิทธิฯ เป็นกรรมการหน่วยงานของรัฐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง และวินิจฉัยว่า
คณะกรรมการสรรหามิได้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาเพื่อคัดเลือกโดยตรงแต่อย่างใด เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง และที่ศาลวินิจฉัยต่อมาว่า ไม่มีกฎหมายบัญญญัติให้กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือเป็นที่ปรึกษาหรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือ สำนักงานงาน กสทช. และกรรมการสรรหามิได้มีรายได้หรือค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หรือเงินประจำตำแหน่ง หรือค่าตอบแทนในฐานะกรรมการของ กสทช.
ดังนั้น เป็นกรรมการสรรหาของประธานกรรมการสิทธิฯ จึงไม่ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า กรรมการของหน่วยงานของรัฐ ไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด
กรณีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากไม่มีประเด็นใดเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหา กสทช.ในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของ ประธานกรรมการ กสทช.ในขณะนี้แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวยังชี้ชัดว่า กรรมการสรรหา กสทช.มิใช่หน่วยงานของรัฐอีกด้วย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 จึงไม่มีผลผูกพันกรรมการสรรหา กสทช.แต่อย่างใด ตามที่ข่าวและบทความที่ไม่ปรากฏผู้เขียนอ้าง
2. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47
เป็นกฎหมายเก่าและเป็นฉบับที่ศาลใช้บังคับในขณะมีเหตุยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้บัญญัติให้องค์ประกอบของกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 6 ไว้ให้มีจำนวนถึงสิบเอ็ดท่าน และมีขั้นตอนการสรรหาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 ถึงมาตรา 18 และมาตรา 14 วรรคหนึ่งให้มีกรรมการสรรหาถึงสิบห้าคน ซึ่งกำหนดวิธีการสรรหาและคัดเลือกแตกต่างกับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแล้วรวม4 ครั้ง โดยใมาตรา 15/1(แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ปี 2564) ได้บัญญัติเรื่องหน้าที่และอำนาจกรรมการสรรหาว่า
“ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด การวินิจฉัยให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย”
ดังนั้น ไม่ว่า นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. จะได้รับการคัดเลือกไปแล้วกี่ปีก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีผู้ร้องและผ่านการตรวจสอบจาก กมธ.ICT แล้วว่า ท่านเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 คณะกรรมการสรรหาก็มีอำนาจที่จะตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติท่านตามกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่ได้พิจารณาตอบข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
โดยกฤษฎีกาเห็นว่า “เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดเดิมนั้น ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไป ตามนัยมาตรา 15/1”
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น เป็นผู้ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานและกรรมการ กสทช.
จากเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ผู้เขียนได้เสนอต่อท่านผู้อ่าน และสื่อมวลชนที่เคารพทุกท่านนั้น จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้โดยชัดแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวันว่า มีความพยายามดิ้นรนหนีตายของใครบางคน มีความพยามบิดเบือนหลักกฎหมาย ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยหลัก “นิติกู” เพื่ออุ้มชูเป็นนายแบกให้ใครบางคน ที่มีปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายนั้น
เหมือนว่าจะข่มขู่ไม่ให้คณะกรรมการสรรหา กล้าหาญที่จะทำตามหน้าที่และอำนาจตน เพื่อบรรดานางและนายแบกทั้งหลาย จะได้เกาะชายคาอำนาจผลประโยชน์ใน กสทช.ต่อไป
ทำเป็นประหนึ่งว่า คณะกรรมการสรรหา เป็นผู้ไร้สิ้นซึ่งความรู้ความเข้าใจต่อหน้าที่และอำนาจของตนตามกฎหมาย โดยหารู้ไม่ว่าท่านเหล่านั้น ที่เป็นตุลาการ ล้วนได้รับการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของแต่ละศาล ให้มาทำหน้าที่และท่านอื่นๆ ก็ล้วนแต่ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ท่านคงไม่เอาเกียรติภูมิและชื่อเสียง คุณงามความดีที่ท่านสั่งสมมา มาแบกคนไร้คุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ให้มีอำนาจและกัดกร่อนผลประโยชน์ของบ้านเมืองอีกต่อไป
ผู้เขียนก็หวังและมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกันกับประชาชน ที่จับตาและเฝ้ามองเรื่องนี้ด้วยใจระทึกครับท่าน
บทความ โดย...ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมาย ทนายความและอดีตสมาชิกวุฒิสภา







