
สว.ลุยไฟดัน"จักรพงศ์"นั่งตุลาการศาล รธน. โยงเกมการเมือง?
สว.ลุยไฟดัน"จักรพงศ์" นั่งตุลาการศาล รธน. โยงเกมการเมือง? : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 412
KEY
POINTS
- วุฒิสภาลงมติด้วยคะแนนท่วมท้นเห็นชอบให้ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
- เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงคุณสมบัติ และความเชี่ยวชาญที่ไม่ตรงตามสายรัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
- การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจเชื่อมโยงกับเกมการเมือง เพื่อเตรียมรับมือคดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลและผลการเลือกตั้ง สส.
การประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา กลายเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่ถูกบันทึก และวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน เมื่อที่ประชุมมีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” โดยมี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ผลลัพธ์จบลงด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบถึง 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ส่งผลให้ได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคำถามและข้อกังขาที่ยังไม่คลี่คลาย
ย้อนรอยเก้าอี้ว่างสายรัฐศาสตร์
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ในครั้งนี้ เป็นการเข้าดำรงตำแหน่งแทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมดวาระไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567
หากนับนิ้วดูแล้ว เก้าอี้ตัวนี้ว่างเว้นผู้ปฏิบัติหน้าที่ยาวนานร่วม 1 ปีครึ่ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากสาย "รัฐศาสตร์" หรือ "รัฐประศาสนศาสตร์" ที่มีตำแหน่งเป็นถึงศาสตราจารย์และมีผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์
ที่ผ่านมา วุฒิสภาชุดที่ 13 (สว.ชุดปัจจุบัน) เคยแสดงฤทธิ์เดช "คว่ำรายชื่อ" แคนดิเดตสายนี้ที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาแล้วถึง 2 รายติด
รายแรก: ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกโหวตตกไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568
รายที่สอง: ศ. ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกคว่ำชื่อ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568
จนกระทั่งมาถึงรายที่ 3 คือ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ซึ่งสามารถฝ่าด่านหิน 140 เสียงไปได้สำเร็จ แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้สังคม และ สว.บางกลุ่มมองว่า การผ่านด่านครั้งนี้คือการ "ลุยไฟ" และท้าทายบรรทัดฐานกฎหมาย?
แฉคุณสมบัติไม่ตรงสาย
ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนลับ บรรยากาศในที่ประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ แท็กทีมลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านและเสนอให้ชะลอการลงมติออกไป เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ได้เปิดประเด็นท้วงติงถึงความผิดปกติของกระบวนการสรรหาตั้งแต่ต้นน้ำ
"กระบวนการสรรหาครั้งนี้มีความผิดปกติ ตั้งแต่การประชุม เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วม หากชะลอออกไป 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้องค์ประชุมที่ครบถ้วน จะทำให้กระบวนการโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่านี้" นายพรชัย ระบุ
นอกจากนี้ ประเด็นที่กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญคือเรื่อง "ความเชี่ยวชาญไม่ตรงสาย" โดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ได้อภิปรายเจาะลึกถึงประวัติและผลงานวิชาการของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ อย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นว่า ผลงานที่นำมาอ้างอิงว่าเป็นความเชี่ยวชาญในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ เช่น กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลัก รวมถึง ทฤษฎีการสอบสวน เมื่อส่งทีมงานไปตรวจสอบในห้องสมุด กลับพบว่าถูกจัดอยู่ใน "หมวดกฎหมาย" ไม่ใช่หมวดรัฐศาสตร์ อีกทั้งเนื้อหาก็มุ่งเน้นเรื่องเกณฑ์การสอบสวนและพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นเนื้อหาทางด้าน "นิติศาสตร์" อย่างชัดเจน
ตัวของผู้ถูกเสนอชื่อเองก็เติบโตและเคยดำรงตำแหน่งเป็นนักวิชาการใน "คณะตำรวจศาสตร์" โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งแทบไม่มีส่วนใดที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครอง หรือกฎหมายมหาชน อันเป็นหัวใจสำคัญในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญเลยฃ
“จักรพงศ์”นักล่าองค์กรอิสระ
อีกหนึ่งข้อมูลที่ถูกนำมาแฉกลางสภาคือ พฤติกรรมการสมัครเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่องของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนและ สว.บางกลุ่มว่าเป็น "นักล่าองค์กรอิสระ" โดยมีการเปิดเผยสถิติว่า
สมัครกรรมการ ป.ป.ช. 9 ครั้ง: ผลปรากฏว่า ตกการสรรหาไป 6 ครั้ง และตัดสินใจถอนตัวด้วยตัวเองอีก 3 ครั้ง (ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าสมัคร ป.ป.ช. 2 ครั้ง และ กกต. 2 ครั้ง แต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือไม่เคยได้รับการคัดเลือกเลย)
สมัครกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): มีการยื่นใบสมัครและท้ายที่สุดได้ดำเนินการถอนตัว
สมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ: ประสบความสำเร็จในความพยายามครั้งล่าสุดนี้
สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่มองว่า การที่ผู้สมัครตระเวนยื่นใบสมัครไปในทุกองค์กรอิสระ โดยไม่คำนึงถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างงานปราบปรามทุจริต (ป.ป.ช.) งานบริหารการเลือกตั้ง (กกต.) และงานวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ (ศาล รธน.) สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่ต้องการเพียง "ตำแหน่ง" มากกว่าการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญที่ตรงสายอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ได้ลุกขึ้นอภิปรายย้ำเตือนสติที่ประชุมโดยยกอุทาหรณ์จาก สว.ชุดที่ผ่านมา ที่เคยเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. ไป 2 ราย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากติดขัดปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งอาจจะเกิดรอยร้าวซ้ำสองกับกรณีของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ได้
ยันจบ ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์
หลังจากปล่อยให้ฝ่ายค้านถล่มอยู่นาน นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม (ซึ่งมี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธาน) ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงปกป้องรายงานของ กมธ. อย่างเต็มตัว
นายวุฒิชาติ ยืนยันว่า อำนาจในการวินิจฉัยและชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติเป็นของ "คณะกรรมการสรรหา" มาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่อำนาจของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ที่จะไปรื้อฟื้น และในอดีตโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็เคยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นคณะนิติศาสตร์ในภายหลัง ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวของ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามตัวอักษรของกฎหมายแล้ว
นอกจากนี้ นายวุฒิชาติ ยังได้หยิบยกประเด็นเรื่อง "เสียงข้างน้อย" ในคณะกรรมการสรรหามาอธิบาย โดยระบุว่า แม้จะมีข่าวว่ากระแสในกรรมการสรรหาแตกเป็น 4 ต่อ 2 เสียง และ 2 เสียงที่ไม่เห็นชอบนั้นคือ ระดับ ประธานศาลฎีกา (ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสรรหา) แต่ก็ต้องมองในมุมกลับว่า ฝั่งเสียงข้างมาก 4 เสียงนั้น ก็มีประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวติติง สว. ที่อภิปรายพาดพิงถึงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ว่าเป็นเรื่องของพระราชวินิจฉัย ที่ไม่บังควรนำมากล่าวอ้างในที่ประชุมสภา
6 จุดท้าทาย“จักรพงศ์”
แม้ว่าท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาสูงจะใช้เวลา "ประชุมลับ" เพียง 27 นาที และลงคะแนนผ่านเครื่องออกเสียงให้ ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ผ่านฉลุยด้วยคะแนน 140 เสียง แต่การก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องเผชิญกับ "6 จุดท้าทาย" ที่แหลมคมยิ่ง
1.ความขัดแย้งและข้อครหาการแทรกแซง: สังคมและแวดวงวิชาการสายรัฐศาสตร์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การผลักดัน ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ในครั้งนี้ มี "มือที่มองไม่เห็น" จากฝ่ายการเมืองที่หวังส่งคนเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อสร้างหลักประกันให้ตนเองหรือไม่
2.ปมสถานะ "ศาสตราจารย์": มีกระแสข่าวว่าตำแหน่งศาสตราจารย์ของผู้ถูกเสนอชื่อ เป็นตำแหน่งที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งขึ้นเองภายใน (ศ.ประจำ) ไม่ได้ผ่านกระบวนการโปรดเกล้าฯ ตามระเบียบและมาตรฐานทางวิชาการระดับสูงของไทย ทำให้เกิดคำถามว่าชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
3.โครงสร้างความหลากหลายที่บิดเบี้ยว: รัฐธรรมนูญออกแบบให้ตุลาการ 9 คน มาจากหลากหลายสาขา (ผู้พิพากษา 3, ตุลาการศาลปกครอง 2, นักกฎหมาย 1, นักรัฐศาสตร์ 1, และอดีตข้าราชการระดับสูง 2) เพื่อให้เกิดความสมดุลในการวินิจฉัยคดี การนำคนสายกฎหมาย/ตำรวจ มาเสียบในโควตารัฐศาสตร์ ย่อมทำให้มิติทางการเมืองการปกครองและกฎหมายมหาชนในศาลรัฐธรรมนูญลดน้อยลงไป
4.ผลงานวิชาการไม่ตรงภารกิจ: งานวิจัยและตำราเกือบทั้งหมดของศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ วนเวียนอยู่กับ "ทฤษฎีการสอบสวนและเกณฑ์พยานหลักฐาน" ซึ่งห่างไกลจากภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน
5.แรงต้านจากประธานศาลฎีกา: การที่ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการสรรหาแสดงจุดยืน "ไม่เห็นชอบ" ถึงขั้นต้องประชุมกันถึง 2 รอบ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องความพยายามโน้มน้าว ย่อมเป็นตราบาปติดตัวผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
6.บรรทัดฐานและความเชื่อมั่นในอนาคต: การดื้อแพ่งลงมติโดยขัดต่อหลักเกณฑ์และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต
2คดีร้อนเดิมพันทางการเมือง
สิ่งสำคัญที่สุดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุใดเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสายรัฐศาสตร์ตัวนี้ จึงเป็นที่หมายปองและต้อง "ลุยไฟ" ชิงเค้กกันอย่างดุเดือด เป็นเพราะในขณะนี้มี "คดีร้อน" ระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินรอให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดที่มี ศ.ดร.พล.ต.ต.จักรพงศ์ เข้าไปร่วมทีม เป็นผู้วินิจฉัยชี้ชะตา
คดีร้อนในมือศาลรัฐธรรมนูญประเด็นหลักและข้อต่อสู้ทางกฎหมายผลกระทบหากศาลวินิจฉัยเป็นลบ
1. คดีเลือกตั้ง สส. ที่มีบาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง: มีผู้ยื่นคำร้องว่า การพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า บัตรใบนั้นเป็นของใคร ส่งผลให้การลงคะแนน "ไม่เป็นความลับ" ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
หากศาลวินิจฉัยเป็นลบ การเลือกตั้งอาจถูกประกาศให้เป็น “โมฆะ” ต้องจัดกระบวนการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ นำไปสู่วิกฤตงบประมาณและความสุญญากาศทางการเมือง
2. คดี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาล: รัฐบาลออกกฎหมายตราเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงิน แต่ถูกร้องเรียนว่าไม่มีสถานการณ์ที่เข้าข่ายเงื่อนไข "ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" ตามรัฐธรรมนูญ
หากศาลวินิจฉัยเป็นลบ พ.ร.ก.จะตกไปทันที รัฐบาลจะไม่สามารถกู้เงินมาดำเนินโครงการได้ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล จนอาจต้องรับผิดชอบด้วยการ "ยุบสภา" หรือ "ลาออก"
การ "ลุยไฟ" ของวุฒิสภาเพื่อส่ง พล.ต.ต.จักรพงศ์ เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคุณสมบัติบุคคลธรรมดา แต่คือ เกมการเมืองกระดานใหญ่ในการจัดวางตำแหน่ง เพื่อเตรียมรับมือกับระเบิดเวลาทางกฎหมาย 2 ลูกใหญ่ ที่พร้อมจะระเบิดและเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยได้ทุกวินาที...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4212







