
ตำรวจทลายนอมินีข้ามชาติ 4 จังหวัดท่องเที่ยวใต้ ยึดทรัพย์-ที่ดิน 1,600 ล้าน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ นำทัพ ศปชก.ตร. ทลายเครือข่าย “นอมินีข้ามชาติ” 4 จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ยึดทรัพย์-ที่ดินพุ่ง 1,600 ล้าน
KEY
POINTS
- ตำรวจเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างชาติใน 4 จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา และกระบี่
- สามารถยึดทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้รวมมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท จากการตรวจค้นที่ดินกว่า 130 ไร่
- มีการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยสามารถจับกุมได้แล้ว 65 คน
- พบพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน โดยมีสำนักงานกฎหมายและบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินและทำธุรกิจผิดกฎหมาย
ศปชก.ตร. สนองนโยบายเร่งด่วนมหาดไทย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มทุนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยและถือครองที่ดินผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เผยผลงาน 3 เฟส ปูพรมตรวจค้นที่ดินกว่า 130 ไร่ ในสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา และกระบี่ รวบผู้ต้องหาทั้งไทยและต่างชาติระนาว พบพฤติการณ์แสบใช้สนง.กฎหมาย-บัญชี บังหน้า
ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำกรอบแนวคิด “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวลักลอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน และแย่งอาชีพคนไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเด็ดขาด
กางสถิติทลายทุนกวาดล้าง 3 เฟส มูลค่าทรัพย์สินพุ่ง 1,671 ล้าน
จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องปูพรมพื้นที่ 4 จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, พังงา, กระบี่) สามารถสรุปผลการปฏิบัติภาพรวมได้ดังนี้:
เป้าหมายตรวจค้นที่ดิน: 172 แปลง เนื้อที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตร.ว. มูลค่าทรัพย์สินรวม (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง): ประมาณ 1,671 ล้านบาท
การออกหมายจับ: ศาลอนุมัติทั้งหมด 107 หมายจับ (ผู้ต้องหา 96 คน แบ่งเป็น คนไทย 29 คน / ต่างชาติ 67 คน)
ผลการจับกุม: จับกุมได้แล้ว 65 คน (73 หมายจับ) แบ่งเป็น คนไทย 24 คน และชาวต่างชาติ 41 คน จากหลากหลายสัญชาติ (อาทิ อิสราเอล 15 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, รัสเซีย 4 คน เป็นต้น)
เจาะลึกผลการปฏิบัติการรายจังหวัด
เฟส 1-2: ล้างบางเกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี ศาลสั่งคุก-จำหน่ายที่ดิน
ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 13 และ 23 พฤษภาคม 2569 ดำเนินคดีกับบริษัทต้องสงสัยธุรกิจนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี รวม 105
คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 22 คน โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14
คดี สั่งจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และสั่งให้จำหน่ายที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบภายในเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี หากฝ่าฝืนให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายทันที
เฟส 3: ปูพรมฝั่งอันดามัน (20 มิ.ย. 2569)
จังหวัดภูเก็ต: ทลายเครือข่าย “จีแมท” ยึดที่ดินมูลค่ากว่า 231 ล้านบาท
พบการถือครองที่ดินผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก รวม 56 แปลง (15 ไร่ 13 ตร.ว.) มูลค่า 231 ล้านบาท:
กลุ่มที่ 1 (พฤติการณ์นอมินีชัดเจน): จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง ศาลออกหมายจับต่างชาติ 12 คน จับกุมได้แล้ว 9 คน (สัญชาติอิสราเอล ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และรัสเซีย)
กลุ่มที่ 2 (ต่างชาติถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง): จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมาย เพื่อรวบรวมหลักฐาน
คดีสำคัญ: ตรวจค้นเครือข่าย บริษัท จีแมทฯ (ธุรกิจโรงแรม/เช่ารถ), บริษัท อาบาฯ (ร้านอาหาร/ร้านกัญชา) และ บริษัท ฟิตเนสฯ (สถานออกกำลังกาย)
จังหวัดพังงา: บุกรวบกรรมการผู้ดี แฉใช้ 'ประกันสังคม' บังหน้าคนไทยถือหุ้นแทน
ตรวจพบความผิด 2 กลุ่ม รวมที่ดิน 8 แปลง (22 ไร่ 3 งาน 55.4 ตร.ว.) มูลค่ารวม 323 ล้านบาท:
กลุ่มที่ 1: จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง มูลค่า 269 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาชาวอังกฤษได้ 1 คน
กลุ่มที่ 2: จำนวน 1 บริษัท (บริษัท อตาฯ) ที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 54 ล้านบาท ถูกเจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่าร้องทุกข์กล่าวโทษ
คดีสำคัญ: บุกตรวจค้น โรงแรม ซาวา บีชฯ เปิดวิลล่าบริการรายวันโดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุมนายแอนดรูว์ สัญชาติอังกฤษ ยิ่งไปกว่านั้นผลการสืบสวนพบความน่าสลดใจเมื่อคนไทยที่มีชื่อถือหุ้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลุ่มพนักงานหรือญาติที่มีบัตรประกันสังคม (สถานะเป็นลูกจ้าง) ซึ่งไม่มีศักยภาพทางการเงินพอจะร่วมลงทุนได้ แต่ยอมช่วยจดทะเบียนบังหน้าให้ทุนต่างชาติ
จังหวัดกระบี่: แฉยับ 3 โมเดลแสบ ใช้ “สนง.กฎหมาย” จัดระบบ-นำชื่อคนตายมาสวมสิทธิ์
ตรวจพบความผิด 2 กลุ่ม รวมที่ดิน 25 แปลง (14 ไร่ 1 งาน 38 ตร.ว.) มูลค่ารวม 499 ล้านบาท:
กลุ่มที่ 1: จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง มูลค่า 209 ล้านบาท จับกุมตามหมายจับได้ 32 หมาย (คนไทย 22 คน ต่างชาติ 9 คน อาทิ อิสราเอล โปแลนด์ สวิสฯ แอฟริกาใต้)
กลุ่มที่ 2: จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง มูลค่า 290 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 6 หมาย
3 คดีสำคัญที่เป็นโมเดลความผิด
ขบวนการจัดตั้งนอมินีอย่างเป็นระบบ: ใช้สำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีเป็นต้นทางจดทะเบียน จัดหาคนไทยบังหน้า แล้วแอบเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายหลังเพื่อให้ต่างชาติคุมกิจการ ซื้อที่ดิน และขอวีซ่า คดีนี้ศาลสั่งจำคุกคนต่างชาติ 1 ปี ปรับ 120,000 บาท (ลดหย่อนจากรับสารภาพ) ส่วนคนไทยจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท พร้อมสั่งอบรมกฎหมายธุรกิจ
ขบวนการนอมินีท่องเที่ยวและบันเทิง: ใช้เอกสารเท็จโดยมีนักกฎหมาย/บัญชีร่วมมือ ถึงขั้นนำลายมือชื่อของผู้เสียชีวิตมาสวมรอย ในเอกสารจดทะเบียนบริษัท ยึดของกลางคอมพิวเตอร์และมือถือได้จำนวนมาก
รีสอร์ตเปลือยกาย (Nude Resort): ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต โฆษณาออนไลน์ฉาวกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพบโครงสร้างนอมินีอำพรางให้ต่างชาติเข้ามาบริหารโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน
ตำรวจพร้อมขยายผลปราบปรามทั่วประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการไม่ใช่การไล่ล่านักลงทุน แต่คือการ "จัดระเบียบเมืองท่องเที่ยว" ให้เกิดความเท่าเทียม ป้องกันทุนต่างชาติเอารัดเอาเปรียบคนไทย โดยภาครัฐพร้อมสนับสนุนให้ชาวต่างเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ทั้งธุรกิจในบัญชีสองและบัญชีสาม) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรม
ทั้งนี้ ศปชก.ตร. จะไม่หยุดยั้งอยู่เพียงแค่พื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลเดินหน้ากวาดล้างขบวนการนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง หากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง






