
อนุทิน สั่ง 'ล้างบางนอมินี-สแกมเมอร์' ฟื้นความเชื่อมั่น-กู้ชื่อเสียงไทย
นายกรัฐมนตรี "อนุทิน ชาญวีรกูล" สั่งยกระดับปราบอาชญากรรมไซเบอร์และนอมินีข้ามชาติ ชี้หากปล่อยไว้ชื่อเสียงประเทศป่นปี้ ทำนักลงทุน-ท่องเที่ยวหนี ย้ำเร่งสร้างความเชื่อมั่นดันอันดับไทยพุ่งในเวทีโลก
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการปราบปรามเครือข่ายนอมินีและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ
- มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย, สตช., และ ปปง. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราม
- รัฐบาลมุ่งทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติเพื่อปกป้องสิทธิคนไทย โดยมีการยึดคืนที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แล้วมูลค่ากว่า 1,671 ล้านบาท
- นายกฯ ยืนยันให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงาน โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
ภายใต้นโยบายเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและเครือข่ายนอมินีข้ามชาติอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นย้ำว่าการกวาดล้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นฟูเกียรติยศและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อเปิดประตูรับการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ยกระดับปราบอาชญากรรมไซเบอร์เป็น "วาระแห่งชาติ"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ระบุตอนหนึ่งในการเป็นประธานกล่าวเปิด และร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติว่าภารกิจการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เครือข่ายสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติว่า เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดจนต้องยกระดับให้เป็น "วาระแห่งชาติ" โดยมีการลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อกำหนดนโยบายและติดตามผลการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือผ่านการลงนาม MOU ระหว่าง 15 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงดิจิทัลฯ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปปง., และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงความช่วยเหลือให้ประชาชนได้รวดเร็วที่สุด
ตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
ในส่วนของปัญหา "นอมินีต่างชาติ" ที่แฝงตัวใช้คนไทยถือหุ้นหรือถือครองที่ดินแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย นายอนุทินย้ำว่ารัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไขอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องสิทธิของคนไทยและรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ จากผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถทลายเครือข่ายนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ และเกาะพะงัน โดยยึดคืนที่ดินได้กว่า 172 แปลง มูลค่ารวมกว่า 1,671 ล้านบาท ซึ่งนายอนุทินมองว่ากลุ่มนอมินีเหล่านี้บั่นทอนความยุติธรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ยกระดับความเชื่อมั่น สู่ขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากล
ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ ผลกระทบของอาชญากรรมเหล่านี้ต่อภาพลักษณ์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยระบุว่าชื่อเสียงที่ดีย่อมดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว หากประเทศไทยสามารถปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้จะช่วยให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศขยับสูงขึ้น
"เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ มันทำให้ชื่อเสียงของประเทศ ประเทศใดก็ตามที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ ชื่อเสียงป่นปี้หมด ความมั่นใจไม่มี นักลงทุนไม่มา คนท่องเที่ยวไม่มา เจอเข้าไป 3 ประการนี้ ประเทศก็ประสบความยากลำบากเต็มทนแล้วครับ"นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ดัชนีต่าง ๆ และการประเมินความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้นจนอยู่ในลำดับต้น ๆ และได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติมากขึ้นอย่างชัดเจน
พร้อมกับกำชับเจ้าหน้าที่ว่า "ไม่ต้องกลัวอิทธิพล ผมแบ็คเต็มที่" โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง และย้ำว่าการทำงานต้องยึดหลัก "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราช พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาน" และไม่ต้องหวั่นเกรงต่อแรงกดดันหรืออิทธิพลใด ๆ
"ถ้าพวกเรากลัวอันธพาล กลัวโจรซะแล้ว บ้านเมืองนี้มันก็ไม่มีขื่อมีแป เรื่องใดที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลยอมไม่ได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยอมไม่ได้" นายกรัฐมนตรี กล่าว
ในตอนท้าย นายกฯ สรุปว่ามีความพึงพอใจต่อการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทุ่มเททำงานโดยปราศจากความเกรงกลัวต่อสิ่งยั่วยวน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุดสำหรับการลงทุนและการพักอาศัยต่อไป,







