
กรมพัฒน์ฯ แฉนักบัญชี 140 คนถือหุ้น 2,040 บริษัท ส่อเอื้อทุนต่างชาติ
กรมพัฒน์ฯ ขยายผลปราบนอมินี พบทำบัญชี 140 คนถือหุ้นใน 2,040 บริษัท มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านเตรียมใช้มาตรการตรวจเส้นทางเงินเข้ม 1 ส.ค.นี้ จับตาต่างชาติแปลงสัญชาติไทยถือหุ้นอำพรางธุรกิจไทย
KEY
POINTS
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบนักบัญชี 140 คน และสำนักงานบัญชี 29 แห่ง ถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจำนวน 2,040 บริษัท มูลค่ากว่า 2,528 ล้านบาท โดยสงสัยว่าอาจเป็นการถือหุ้นแทน (นอมินี)
- การถือหุ้นดังกล่าวส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 8 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว
- กรมพัฒน์ฯ เตรียมยกระดับมาตรการป้องกัน โดยจะตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติอย่างละเอียด และหารือกับสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปราบปรามธุรกิจนอมินี หลังตรวจพบผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชีจำนวนมากเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติ ในพื้นที่เสี่ยง 8 จังหวัด รวมกว่า 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวมกว่า 2,528 ล้านบาท ขณะที่กรมฯ เตรียมยกระดับมาตรการสกัดนอมินีด้วยการตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด เริ่มบังคับใช้ 1 สิงหาคม 2569
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยง 6 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- อีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์
- โรงแรมและรีสอร์ต
- ธุรกิจการเกษตร
- ธุรกิจก่อสร้าง
โดยกรมได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยที่ลงทุนร่วมกับต่างชาติ โดยชาวต่างชาติที่ลงทุนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง (บริษัทยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย) ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน นับแต่วันที่ชำระเงินทุนหรือค่าหุ้น เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ส่งผลให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 51.05% (1 ม.ค. - 31 มี.ค. 2569)
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุนเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ทำให้บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอีกถึง 65.22% (1 เม.ย. - 31 พ.ค. 2569) และเตรียมออกมาตรการเข้มเพิ่มเติม คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ 1 ส.ค. 2569 (อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น)
ล่าสุด กรมได้ทำการตรวจสอบผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชี ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทกลุ่มเสี่ยง 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท
โดยมีมูลค่าหุ้นรวม 2,528.65 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่าผู้ทำบัญชีเหล่านี้ น่าจะเป็นผู้ที่มีฐานะดี สามารถลงทุนทำธุรกิจได้เป็นจำนวนมาก หรืออีกด้าน ทำตัวเป็นนอมินีให้กับคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย ซึ่ง มีทั้งผู้ทำบัญชีที่อยู่ใน 8 จังหวัด หรืออยู่ในจังหวัดอื่น หรืออยู่ในกรุงเทพฯ แล้วเข้าไปทำ
โดยจากการตรวจสอบผู้ทำบัญชี 10 อันดับแรก พบว่า อันดับหนึ่ง ถือหุ้นในบริษัท 212 บริษัท มูลค่าเงินลงทุน 247.57 ล้านบาท อันดับสอง ถือหุ้น 147 บริษัท ลงทุน 142.21 ล้านบาท อันดับสาม ถือหุ้น 121 บริษัท ลงทุน 211.50 ล้านบาท อันดับสี่ ถือหุ้น 70 บริษัท ลงทุน 96.57 ล้านบาท อันดับห้า ถือหุ้น 61 บริษัท ลงทุน 64.91 ล้านบาท อันดับหก ถือหุ้น 51 บริษัท ลงทุน 27.21 ล้านบาท อันดับเจ็ด ถือหุ้น 45 บริษัท ลงทุน 107.21 ล้านบาท อันดับแปด ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 74.74 ล้านบาท อันดับเก้า ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 24.71 ล้านบาท และอันดับสิบ ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 18.78 ล้านบาท
ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รถเช่า ซุปเปอร์มาเก็ต อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกรมได้ส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
โดยในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ กรมจะเชิญสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับบัญชี 7 สมาคม มาหารือ เพื่อกำกับดูแลนักบัญชีที่มีอยู่กว่า 8 หมื่นคน ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย คอยสอดส่องดูแลและเป็นหูเป็นตาในการเข้ามทำธุรกิจของคนต่างชาติ และไม่เป็นเครื่องมือให้กับชาวต่างชาติที่ใช้ช่องว่างเข้ามาทำธุรกิจในไทย
“ขณะนี้กรมกำลังจับตามองต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทย 2 รายได้ใช้ความเป็นคนไทยไปไปจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลโดยโดยถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 50% และผู้ถือหุ้นที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ทำให้บริษัทนี้เป็นบริษัทไทย และสามารถทำธุรกิจต่าง ๆ ได้
โดยพบแล้ว 2 ราย หากดูผิวเผินก็จะเห็นว่าเป็นบริษัทคนไทย แต่แท้จริงแล้วเป็นต่างชาติถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว แม้จะมีไม่เยอะแต่ก็เริ่มมีมาแล้ว ก็ต้องไปดูว่า ได้สัญชาติไทยอย่างไรโดยได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยตรวจสอบแล้ว ”นายพูนพงษ์ กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการต่อไปในวันที่ 1 ส.ค.กรมจะประกาศคำสั่งกรมเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ว่ามีการลงทุนจริงหรือไม่และการโอนเงิน โดยจะดำเนินการออกเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรกจะขอให้ผู้ที่ลงทุนต้องหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) หรือ รายการเดินบัญชี มาแสดงพร้อมกับการจดทะเบียน และเฟส2 จะเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดไม่ให้มีการเข้ามาจดบริษัทนอมินี
ส่วนกรณีแอปพลิเคชันต่างชาติส่งอาหารที่ให้บริการ พบว่า มี 3 บริษัท ที่เปิดให้บริการ บริการในย่านห้วยขวาง โดยบริษัทแรกเปิด 21 ก.ย.2563 บริษัทสอง เปิด 1 ก.ย.2564 และบริษัทสาม เปิด 3 ส.ค.2566
โดยจากการเข้าไปตรวจสอบการถือหุ้น พบว่าเป็นบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นเกินครึ่ง 2 บริษัท และเป็นบริษัทต่างชาติ 1 บริษัท ซึ่งกรมกำลังตรวจสอบบริษัทที่เป็นบริษัทไทย มีการถือหุ้นแทนคนต่างชาติหรือไม่ และบริษัทที่เป็นต่างชาติ ทำธุรกิจไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้องหรือไม่ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว หากพบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด





