
เจาะลึก คดีบิ๊กป้อม ยืมนาฬิกาเพื่อน ชนวนเหตุศาลสั่งจำคุก 2 อดีตบิ๊ก ป.ป.ช.
เจาะไทม์ไลน์ปมร้อน คดีบิ๊กป้อม ยืมนาฬิกาเพื่อน หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งจำคุก 3 ปี 'พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ - สุภา ปิยะจิตติ ' 2 อดีตป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
KEY
POINTS
- ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 3 ปี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
- สาเหตุของคำตัดสินมาจากการที่ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยปกปิดเอกสารการสอบสวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
- คดีนี้เริ่มต้นจากการที่นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ที่ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรูตามที่ร้องขอ
ปมคดี "แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน" กลายเป็นประเด็นร้อนแรงสะเทือนวงการปราบโกงของประเทศไทยที่ถูกหยิบยกนำมาพูดถึงกันมากที่สุดในเวลานี้ หลังจากที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาตัดสินคดีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปกปิดเอกสารการสอบสวนกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดย ศาลฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา คนละ 3 ปี ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับการประกันตัวพร้อมสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หลังจากนี้
"ฐานเศรษฐกิจ" พาย้อนไปดูชนวนเหตุของเรื่องนี้กัน จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นช่วงต้นเดือนธันวาคม 2560 หลังมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฎภาพถ่ายที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมานั่งถ่ายภาพหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้ยกมือขวาซึ่งสวมใส่นาฬิกาแบรนด์หรู พร้อมแหวนเพชรขึ้นมาบังแดด ต่อมาสื่อออนไลน์ชื่อดังได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความตั้งข้อสังเกตผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ให้ช่วยกันตามหาว่านาฬิกาหรูเรือนที่ พล.อ.ประวิตรใส่อยู่นั้นยี่ห้ออะไร กระทั่งมีคนไปขุดคุ้ยจนเจอว่า เป็นนาฬิกาหรูยี่ห้อ ริชาร์ด มิลล์ สนนราคาปกติเรือนละหลักล้านบาทจนเกิดเป็นกระแสตามมาในสังคมออนไลน์ตั้งคำถามว่า นาฬิกาหรูเรือนดังกล่าวนี้ พล.อ.ประวิตร ได้มาอย่างไร
ที่น่าสนใจ คือ ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแจ้งและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีหากมีทรัพย์สินเกิน 2 แสนบาท เกิดการขุดคุ้ยข้อมูลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยสำนักข่าวอิศรา ได้รายงานระบุว่า จากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตร ที่แจ้งต่อป.ป.ช. ไว้หลายครั้ง อาทิ ช่วงดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อในปี 2551 กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อปี 2554 และพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อปี 2555 รวมถึงช่วงเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เมื่อปี 2557 ไม่ระบุว่า มีการครอบครองนาฬิกาหรู หรือทรัพย์สินอื่นมูลค่าเกิน 2 แสนบาทแต่อย่างใด
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อยืนยันว่า นาฬิกาหรูเรือนดังกล่าวเป็นของ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น รร.เซนต์คราเบรียลโดยตนเองนั้นยืมมาใส่หลายครั้งและหลายเรือนซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคืนให้ตลอด
ในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ให้เข้าไปไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงว่า เรื่องดังกล่าวมีมูลหรือไม่ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในการรับเรื่องร้องเรียน
ก่อนจัดทำรายงานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากเห็นว่า มีมูลจึงจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนมาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปแต่หากไม่มีมูลก็ให้ข้อกล่าวหาตกไป โดยขณะนั้นมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเคยเป็นคณะทำงานของ พล.อ.ประวิตร เผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากสังคม
ปลายปี 2561 คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงได้ทำหนังสือไปถึงบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาหรูที่ต่างประเทศเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ซื้อนาฬิการุ่นนี้บ้าง และมีลักษณะรายละเอียดอื่น ๆ อย่างไร กระทั่งบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาที่ต่างประเทศได้ตอบกลับมาที่ ป.ป.ช.ช่วงเดือน ธ.ค.2561 จากที่สอบถามไปทั้งหมด 22 เรือนตอบกลับมา 10 เรือน ทั้งยังไม่ได้ระบุว่า นาฬิกายี่ห้อดังกล่าวนั้นมีใครเป็นผู้ซื้อ หรือเป็นเจ้าของบ้าง
ป.ป.ช.เสียงข้างมากตีตกข้อกล่าวหา
เมื่อมีการนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ป.ป.ช.ได้มีมติ 5 ต่อ 3 ให้ตีตกข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่รับพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ โดยกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ นางสาวสุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง
ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ราย ได้แก่ นายปรีชา เลิศกมลมาศ, นายณรงค์ รัฐอมฤต, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ปธ.ปปช.ถอนตัวออกจากห้องประชุม ไม่ได้ร่วมพิจารณาวาระดังกล่าว
ส่วนข้อกล่าวหาว่า เข้าข่ายเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาทตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่นั้น ภายหลังพนักงานเจ้าหน้าที่มีความเห็นว่า การยืมนาฬิกา 22 เรือน ของ พล.อ.ประวิตร เมื่อใช้เสร็จก็ได้คืนนายปัฐวาท ไปเป็นที่เรียบร้อยซึ่งเป็น "การยืมใช้คงรูป" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 640, 641
ดังนั้น การได้รับประโยชน์ใช้สอยจากนาฬิกาจึงเป็นประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายที่ผู้ยืมพึงมีสิทธิได้รับ การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 เห็นควรไม่รับเรื่อง
"วีระ" ร้องขอ ป.ป.ช.ขอข้อมูล 3 รายการ
ในวันที่ 18 มกราคม 2562 นายวีระ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน มีหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอข้อมูลข่าวสารของราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว 3 รายการ ประกอบด้วย
1. รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด
2. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ
3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติไม่ให้เปิดเผยข้อมูลตามที่ร้องขอ
31 พฤษภาคม 2562 นายวีระ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติชี้มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ยื่นคำอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยที่ สค.333/2562 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่ขอทั้ง 3 รายการดังกล่าวข้างต้น
10 กันยายน 2562 นายวีระไปติดต่อขอรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับแจ้งว่าต้องรอไปก่อน เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ข้อมูลบางรายการแต่ต้องปกปิดบางส่วน และข้อมูลบางรายการต้องขออนุญาตจากพยานเสียก่อน หากได้รับอนุญาตจากพยานแล้วจะแจ้งให้ทราบ
1 ตุลาคม 2562 นายวีระมีหนังสือถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการขอให้บังคับสำนักงาน ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
7 ตุลาคม 2562 ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) ได้มีหนังสือ แจ้งนายวีระว่า สำนักงาน สขร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของ สขร.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ขอให้เร่งรัดการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าวและขอให้แจ้งผลให้ สขร. ทราบภายในวันที่ 25 ต.ค.2562 หากนายวีระไม่ได้รับแจ้งผลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หรือได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน นายวีระสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยได้
ต่อมานายวีระ ยื่นฟ้องสำนักงาน ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดี 1) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองกลางโดยในวันที่ 15 กันยายน 2564 ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ 1326/2564 มีคำสั่งให้ สำนักงาน ป.ป.ช.และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารจำนวน 3 รายการตามคำขอของวีระภายใน 15 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดโดยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารรายการที่ 1 รายการที่ 2 เปิดเผยเฉพาะความเห็นของ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เสนอประกอบการพิจารณาของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, นายปรีชา เลิศกมลมาศ, พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, นายณรงค์ รัฐอมฤต, นางสาวสุภา ปิยะจิตติ, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ และรายการที่ 3 ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย
ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการ ตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 333/2562 (ลงวันที่ 22 ส.ค.2562) แก่นายวีระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษา
25 เมษายน 2566 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการประชุมหารือกันถึงเรื่องนี้โดยกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเสียงส่วนใหญ่ เห็นว่า จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลผลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรตามคำพิพากษาของศาลฯ และเห็นควรให้ทำหนังสือถึงศาลปกครองสูงสุดทบทวนว่า ข้อมูลส่วนใดที่สามารถเปิดเผยได้ ข้อมูลส่วนใดไม่สามารถเปิดเผยได้อีกครั้ง
4 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองกลาง มีหมายแจ้งคำสั่งศาลให้สำนักงาน ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.66 หากไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนดดังกล่าว ศาลจะมีคำสั่งให้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร
ต่อมาในวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้ออกเอกสารชี้แจงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ในกรณีที่นายวีระ สมความคิด ปธ.เครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน (ผู้ฟ้องคดี) ร้องให้ ป.ป.ช. เปิดรายงานเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้เพราะเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจของศาล
2 พฤษภาคม 2567 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับเงินสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช.รายละ 5,000 บาท โดยให้ชำระค่าปรับต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล หากไม่ชำระค่าภายในกำหนด ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าของรัฐต่อไป และให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 ให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งนี้
แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งชัดเจน กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมากมีมติวันที่ 25 เมษายน 2566 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวโดยเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วน ทำให้เกิดการฟ้องร้องรอบใหม่
ในวันที่ 31 ก.ค. 2567 นายวีระได้ยื่นฟ้อง เลขาธิการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ประกอบด้วย
1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง
6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.นางสาวสุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ในวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะอดีตกรรมการ ป.ป.ช. 4 ราย ซึ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่มีมติเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช., นางสาวสุภา ปิยะจิตติ, นายวิทยา อาคมพิทักษ์ และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา
ระหว่างการพิจารณาคดี นายวีระได้ขอถอนฟ้อง จำเลยที่ 8 ที่ 11 ซึ่งศาลอนุญาตและในวันสืบพยานได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะและอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญจึงเหลือจำเลยเพียง 2 ราย ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล อดีตประธาน ป.ป.ช.และนางสาวสุภา อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตพิพากษาลงโทษจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล อดีตประธาน ป.ป.ช. และ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ฐานปกปิด ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้รับการประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป







