
เปิดเกณฑ์คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. ปี 2569
เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดเกณฑ์คัดกรองคุณสมบัติผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร -สภากรุงเทพมหานคร พร้อมสำรวจลักษณะต้องห้าม 25 ข้อ 'ใครมีสิทธิ์-ใครชวด' เช็กรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่
KEY
POINTS
- ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุ 35 ปีขึ้นไป จบปริญญาตรี และมีชื่อในทะเบียนบ้าน กทม. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- ผู้สมัคร ส.ก. ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุ 25 ปีขึ้นไป และมีชื่อในทะเบียนบ้าน กทม. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- มีลักษณะต้องห้าม 25 ข้อ อาทิ ติดยาเสพติด เป็นบุคคลล้มละลาย เคยต้องโทษจำคุกในคดีร้ายแรง เคยถูกไล่ออกจากราชการเพราะทุจริต หรือเป็นข้าราชการ/นักการเมืองในตำแหน่งอื่น
- ผู้ว่าฯ กทม. มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน 2 วาระ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ก่อนจะมีการประกาศรายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 และกำหนดวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม.
"ฐานเศรษฐกิจ" พาไปเปิดคุณสมบัติผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. และ ผู้สมัคร ส.ก. กันซึ่งกฎหมายกำหนดเอาไว้อย่างเข้มเข้มว่า ต้องมีคุณสมบัติสำคัญอะไรบ้าง และ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามในเรื่องใด ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่ใช้คัดกรอง ตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาทำงานบริหารเมืองหลวงแห่งนี้โดยมีงบประมาณในมือมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทในแต่ละปี
กรุงเทพมหานคร
เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีขนาดใหญ่มากเป็นเมืองหลวงของประเทศที่เป็นศูนย์กลางของความเจริญทุกด้าน จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล แบ่งเขตการปกครองเป็น 50 เขต มีโครงสร้างการบริหาร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ายบริหาร และสภากรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ใช้เขตกรุงเทพมหานคร เป็นเขตเลือกตั้ง มีจำนวน 1 คน มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้งแต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปีก็ให้ถือว่า เป็น 1 วาระและเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปี นับแต่วันพ้นตำแหน่ง
สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
ใช้เขตปกครองเป็น เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็น 50 เขตเลือกตั้ง ๆ ละ 1 คน มีจำนวนสมาชิก ทั้งสิ้น 50 คน มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง
4 คุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ม.49 และ 50 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ กำหนดคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีรายละเอียดดังนี้
1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม.ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง
3. ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม. หรือ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
4. ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
25 ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ม.49 และ 50 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนี้
1. ติดยาเสพติดให้โทษ
2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
3. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ
4. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 39 (1) เป็นภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช (2) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ และ (4) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
5. อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง
6. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
7. เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
8. เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
9. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
10. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิตนำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
11. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
12. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
13. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
14. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
15. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
16. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
17. เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
18. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
19. เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี มายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
20. อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 42 หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
21. เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
22. เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือจะกระทำกับหรือให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ส่วนตน ระหว่างกัน และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
23. เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงและยังไม่พ้น 5 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
24. เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการ และยังไม่พ้น 5 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
25. ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด







