thansettakij
thansettakij
นายกฯ สั่งตั้ง คกก.ประสานงานต้านทุจริตฯ เปิดข้อมูลโปร่งใส ดึงเทคโนโลยีแก้คอร์รัปชัน

นายกฯ สั่งตั้ง คกก.ประสานงานต้านทุจริตฯ เปิดข้อมูลโปร่งใส ดึงเทคโนโลยีแก้คอร์รัปชัน

20 พ.ค. 69 | 04:15 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 69 | 04:35 น.

นายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างหลังเอกชนสะท้อนความกังวลใจเรื่องความโปร่งใส ล่าสุดเซ็นตั้ง คกก.ประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต บูรณาการทุกภาคส่วน ให้หน่วยงานรัฐนำ นวัตกรรม-เทคโนโลยี มาใช้เปิดข้อมูลแก่สาธารณะ แก้ปมข้อมูล "เปิด ๆ ปิด ๆ" มุ่งสร้างความเชื่อมั่นเวทีโลกนักลงทุนต่างชาติ

KEY

POINTS

  • นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้ง "คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต" เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
  • เน้นย้ำนโยบายเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานได้
  • มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงการทุจริต

20 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ - เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สภาหอการค้าไทย เข้าร่วม

ช่วงหนึ่งของการประชุม นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนและนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยคณะกรรมการระดับสูง องค์กรอิสระ และหน่วยงานภาครัฐ ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้มาร่วมประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและการทุจริต การประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลรับทราบความกังวลใจของประชาชนซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนในความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ หรือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน  3 สถาบัน (กกร.) ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ วันนี้สมควรที่จะมารับฟังศึกษาวิเคราะห์ความเห็นของพวกท่านเพิ่มเติมในการที่จะหาทางแก้ไขปัญหาและป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นต่อไป 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ให้ทุกท่านทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องโครงสร้างอย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูป กระบวนการอนุมัติ อนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตทุกรูปแบบ เร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการต่อต้านทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนทั่วไป รวมไปถึงประชาคมโลกในระดับนานาด้วย

นายกฯ มีคำสั่งตั้ง คกก.ประสานงานต่อต้านทุจริตฯ

ล่าสุดตนได้มีคำสั่งให้ตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริตเพื่อประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมและยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI (Corruption Perceptions Index ) ซึ่งเรื่องนี้ตนยังไม่เห็นด้วย ขอเรียนตรง ๆ โดยในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติเพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ - เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันปราบปรามการทุจริต

พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานได้ไปขันน็อตตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและพร้อมสนับสนุนทุกกรณีเพื่อให้ทุกหน่วยงานนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาปรับใช้ให้เกิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลในการดำเนินงานแก่สาธารณะเพื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า หน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองนั้นเคยเป็นฝั่งของผู้ขอข้อมูลมาก่อนซึ่งขอเท่าไรก็มีข้อยกเว้น ข้อมูลตรงนั้นให้ได้ ข้อมูลตรงนี้ให้ไม่ได้ จึงได้เรียนนายปกรณ์ไปแล้วว่า "ถ้าจะเปิด เปิดให้หมด ไม่มีคำว่า "ปิด" มีกฎหมายที่อนุญาตเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องไปแก้กฎหมายที่มีการยกเว้น ไม่จำเป็นต้องไป เปิด ๆ ปิด ๆ เปิดเฉพาะส่วนที่อยากให้รู้หรือปิดส่วนที่ไม่อยากให้รับรู้" 

ดังนั้น เป็นที่มาของคำว่า CPI ซึ่งตนได้บ่นกับเลขา ป.ป.ท.ไปแล้วว่า ปล่อยให้มีตัวชี้วัดแบบนี้ออกมาแบบนี้ได้ยังไง ถ้าพวกท่านเห็นว่า ข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกง ทุจริต ท่านไม่ต้องยกมือบอกว่า มีตัวชี้วัด ให้ไป ป.ป.ช. ไป ป.ป.ท. ไป ป.ป.ง. ไปศาล ไปหน่วยงานที่เป็นผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อส่งหลักฐาน "โจรย่อมทิ้งร่องรอย" ฉะนั้น คิดว่า เน้นเป็นเคส ๆ ไปเลย เน้นให้เต็มที่เเละตนเชื่อว่าจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูลที่จะสอบไปถึงประเด็นต้นตอได้

นายกฯ สั่งตั้ง คกก.ประสานงานต้านทุจริตฯ เปิดข้อมูลโปร่งใส ดึงเทคโนโลยีแก้คอร์รัปชัน

การที่จะวัดมาจากการสอบถาม ขอเรียนตรง ๆ วันนี้ถ้าท่านมาถามผม ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปโดยที่เป็นไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดใดกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากภาครัฐและอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นสิบ ๆ ปีว่า การเมืองไทยเป็นอย่างไร

ถ้าถามว่า คุณอนุทิน คุณคิดว่า เมืองไทยมีคอร์รัปชั่นหรือไม่ก็ตอบว่า มี ถาม 10 คน ก็บอกมี 10 คน จึงทำให้การรับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ก็แพร่ออกไปเป็นสถิติเป็นอะไรต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทยมีความเปราะบางในการกำหนดว่า เป็นประเทศที่เชื่อว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายของประเทศนี้ 

ตนคิดว่า มีผลกระทบมากมายหลายประการหลังจากนั้นและจากการสรุปบทวิเคราะห์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ทั้งความเชื่อมั่นทางการเมือง การทำงานติดต่อ ลงนามเอ็มโอยู สร้างความร่วมมือต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะต้องมาใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย

นายกฯ ตอบรับ 6 ข้อเสนอ กกร.

ขณะที่นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ รัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมนายกฯ ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย 6 ประการ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล (open data)  การบูรณาการข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต นายกรัฐมนตรียังได้ ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา โดยข้อเสนอทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย

1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน 

2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล

3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้

4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ 

5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time 

6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก "Open Government" ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียน โดยสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน 

กำชับหน่วยงานรัฐเร่งยกระดับความโปร่งใส

นางสาวรัชดา โฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกภาคส่วนต่างยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมโดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมมอบให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ดังนี้

1. ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด

2. ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด และที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

3. ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ และเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน