
ฝ่ายค้านยื่นศาล รธน.วินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ
พรรคประชาชนนำทีมฝ่ายค้านยื่นศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ชี้ “พลังงาน 2 แสนล้าน” ไม่เข้าข่ายวิกฤตเร่งด่วน ขอศาลสั่งระงับเฉพาะส่วน
KEY
POINTS
- พรรคฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขาดเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน
- ฝ่ายค้านชี้ว่า รัฐบาลสอดไส้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ใช่วิกฤตเร่งด่วนและสามารถใช้งบประมาณปกติได้
- คำร้องขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งระงับการใช้จ่ายเงินกู้เฉพาะในส่วนของงบพลังงาน 2 แสนล้านบาท โดยไม่กระทบส่วนที่ใช้เยียวยาประชาชน
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมยื่นคำร้องต่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
ฝ่ายค้านอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 เพื่อขอให้ศาลตรวจสอบว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่
“ณัฐพงษ์”ฉะรัฐบาลสอดไส้งบ
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านมาตรการช่วยเหลือประชาชน แต่ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลนำวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ในส่วน “ปรับโครงสร้างพลังงาน” มารวมไว้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ หรือ สถานการณ์เร่งด่วน
โดยมองว่า การปรับโครงสร้างพลังงานสามารถดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือกลไกทางการคลังอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน
ฝ่ายค้านยังกล่าวหารัฐบาลว่า ใช้ “งบเยียวยาประชาชน” เป็นตัวประกัน เพื่อให้วงเงินในส่วนพลังงานผ่านความเห็นชอบไปพร้อมกัน
ขอศาลสั่งระงับเฉพาะเงินกู้ 2 แสนล้าน
ฝ่ายค้านระบุด้วยว่า คำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถูกออกแบบให้ศาลสามารถพิจารณา “แยกเป็นรายส่วน” ได้ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยทั้งฉบับ
โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพลังงาน พรรคฝ่ายค้านขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการเบิกจ่ายไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
ส่วนงบอีก 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาประชาชน ยังสามารถดำเนินการต่อได้
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า ฝ่ายค้าน “เพ่งโทษเฉพาะส่วน” ที่เห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขจำเป็นเร่งด่วน ไม่ได้ต้องการล้มทั้ง พ.ร.ก.ทั้งหมด
“กรณ์”ชี้ยังไม่ถึงขั้นจำเป็นเร่งด่วน
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินได้เฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่จำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้
พร้อมยกตัวอย่างการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และ วิกฤตโควิด-19 ซึ่งล้วนเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคฝ่ายค้านเห็นว่า ยังไม่เข้าข่ายร้ายแรงถึงระดับที่ต้องใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศ ที่กำหนดให้การกู้เงินลักษณะนี้ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง
หวั่นเร่งใช้เงินก่อนศาลวินิจฉัย
ฝ่ายค้านยังแสดงความกังวลว่า แม้ พ.ร.ก.ดังกล่าวจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว แต่หากต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจเกิดปัญหาตามมาว่า เงินที่ถูกเบิกจ่ายไปแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวว่า ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลกำหนดแนวทางล่วงหน้า รวมถึงพิจารณาระงับการใช้เงินในส่วนที่มีข้อโต้แย้งไว้ก่อน
จ่อเสนอกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้
นอกจากการยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พรรคฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้
ฝ่ายค้านระบุว่า กระบวนการออก พ.ร.ก.แตกต่างจากการจัดทำงบประมาณปกติ ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบเพิ่มเติม
พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลไม่มีเจตนา “สอดไส้” หรือ “ตีเช็กเปล่า” ก็ไม่ควรปฏิเสธการตั้ง กมธ.ดังกล่าว
“โสภณ”รับเรื่องส่งศาลใน 3 วัน
ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า หลังรับคำร้องแล้ว จะตรวจสอบความถูกต้องตามกระบวนการ ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันตามที่กฎหมายกำหนด
พร้อมยืนยันว่า จะดำเนินการให้เร็วที่สุด ก่อนการพิจารณาเรื่องเงินกู้ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ หากสามารถดำเนินการได้ทันเวลา
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า การประชุมรัฐสภา วันที่ 15 พฤษภาคม จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีรับรองรวม 31 ฉบับ โดยจัดสรรเวลาอภิปรายรวม 9 ชั่วโมง ให้ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เดือนมิถุนายน จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างประเทศเพิ่มเติมอีกครั้ง







