thansettakij
thansettakij
ธปท.คาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ดัน GDP ปี 2569 โต 2.1% ยันไทยยังไม่เข้า ‘Stagflation’

ธปท.คาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ดัน GDP ปี 2569 โต 2.1% ยันไทยยังไม่เข้า ‘Stagflation’

08 พ.ค. 69 | 07:28 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 07:28 น.

ผู้ว่าธปท. มองพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยพยุง GDP ปี 2569 โต 2.1% พร้อมเร่งมาตรการช่วย SME และรายย่อยรับมือวิกฤตโลก ยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แม้สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ-ดันเงินเฟ้อสูง

สงครามตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งการบริโภค การลงทุน และภาคท่องเที่ยว ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และ 1.6% ตามลำดับ ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่า จะเพิ่มขึ้นสู่ 2.9% และ 3.0% ตามลำดับ จาก -0.1% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 19 เมษายน ลงมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและอาจทะลุกรอบเป้าหมาย 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานและปิโตรเคมีทรงตัวในระดับสูง ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม เพิ่มแรงกดดันด้านภาวะ Stagflation ต่อเศรษฐกิจโลก 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ได้คือ การออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

"ประเมินว่า เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยหนุนให้ GDP ปีนี้ขยับตัวขึ้นประมาณ 0.6% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.5% เป็น 2.1% แต่อาจเห็นตัวเลข GDP ปีหน้า ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมคาดว่า จะขยายตัวได้ 2.0% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานเศรษฐกิจที่โตสูงในปีนี้" 

นายวิทัยกล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งตามนิยามทางทฤษฎีแล้ว ภาวะดังกล่าวจะต้องประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ เศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก (Downturn) ควบคู่ไปกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและยืนระยะยาวต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในสภาวะนั้น

ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว และคาดว่าจะเริ่มทยอยลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากฐานราคาที่สูงในช่วงเดียวกันของปีนี้ 

สำหรับเงินเฟ้อตัวเลขล่าสุดในเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.89% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยประเมินว่าเงินเฟ้อทั้งปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.1% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 2.9% หลังมีการออกมาตรการ พ.ร.ก.กู้เงิน 

“สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเงินเฟ้อไทยยังเกาะอยู่ที่ขอบล่างของเป้าหมาย ในขณะที่ต่างประเทศส่วนใหญ่พุ่งทะลุขอบบนไปแล้ว โดยคาดว่าในปีหน้าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะลดลงมาอยู่ที่ 1.4% ซึ่งกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ตามปกติ” 
 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความมั่นใจว่า ไทยยังไม่อยู่ในภาวะ Stagflation ในปัจจุบัน แต่ยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศที่มีความผันผวนตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานได้ 

ประมาณการเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและรายย่อย ธปท. กำลังเร่งดำเนินการมาตรการเฉพาะจุด เช่น การปรับปรุง SME Credit Boost เพื่อค้ำประกันสินเชื่อให้ครอบคลุมผลกระทบจากวิกฤตการณ์โลก และการออกมาตรการ Secure Plus เพื่อสนับสนุนการใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ จะติดตามสถานการณ์หนี้เสียอย่างใกล้ชิด หากจำเป็นจะนำมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืนกลับมาใช้ 

ส่วนความคืบหน้า​การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เพื่อลดภาระให้กับประชาชน​จะมีการประกาศภายในสิ้นเดือนนี้ ด้านการทบอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด​ รวมถึง​การชำระขั้นต่ำ​ ยังอยู่​ระหว่างการพิจารณาของ​ ​ธปท.ว่า​จะมีการต่ออายุ​ออกไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้การชำระขั้นต่ำ​​อยู่ที่อัตรา​ 8% ต่อปี จะหมดอายุ​ 31 ธ.ค.69 

“การดำเนินการดังกล่าวต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม Non-bank เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาวะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ” 

ขณะที่ความคืบหน้า Virtual Bank ในส่วนของการจัดตั้ง Virtual Bank ผู้ขออนุญาตทั้ง 3 รายยังคงดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องจัดตั้งให้สำเร็จภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งอย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งการมี Virtual Bank จะช่วยให้กลุ่มฐานราก พ่อค้าแม่ค้า และ SME สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้นผ่านระบบไอทีและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,199 วันที่ 10 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569