

KEY
POINTS
นายธนกฤต ลิ้นทอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ล่าสุด สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพสามารถตรวจยึดสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จและเข้าข่ายละเมิดเครื่องหมายการค้าได้ถึง 4 กรณี ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 21.52 ล้านบาท
สำหรับการตรวจยึดดังกล่าว เป็นผลจากข้อสั่งการของนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร ที่ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบสินค้า ปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นมา สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพได้ดำเนินการตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง จนสามารถตรวจพบและยึดสินค้าที่มีการแสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมถึงสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดเครื่องหมายการค้าได้ 4 คดีสำคัญ ได้แก่
คดีแรก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ พบสินค้าตรงตามใบขนสินค้าขาเข้า 3 รายการ และตรวจพบโช้คอัพจำนวน 595 คู่ ซึ่งบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ “TOYOTA” และ “MADE IN THAILAND” โดยสินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็นสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด และอาจละเมิดเครื่องหมายการค้า สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.87 ล้านบาท
คดีที่สอง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากจีนอีก 1 ตู้คอนเทนเนอร์ พบสินค้าตรงตามใบขนสินค้า 1 รายการ และตรวจพบสินค้าไม่ได้แสดงในใบขนสินค้าอีก 2 รายการ ได้แก่ ตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก รวมจำนวน 85,320 ชิ้น โดยบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ “Made in Thailand” คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ พบสินค้าตรงตามใบขนสินค้า 2 รายการ และพบสินค้าไม่ได้แสดงในใบขนสินค้าอีก 3 รายการ ได้แก่ ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็ก ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง รวมทั้งสิ้น 50,824 ชิ้น โดยสินค้าทั้งหมดระบุแหล่งกำเนิด “Made in Thailand” คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 11.2 ล้านบาท
ขณะที่คดีที่สี่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากจีน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ พบสินค้าตรงตามใบขนสินค้า 17 รายการ และตรวจพบผ้าเบรกรถยนต์ที่มีข้อความสื่อถึงเครื่องหมายการค้า TOYOTA, NISSAN, FORD และ HITACHI รวมถึงโคมไฟ Solar Light ที่ระบุข้อความ Panasonic โดยสินค้าทั้งหมดแสดงถิ่นกำเนิด “Made in Japan” ซึ่งคาดว่าเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 3 ล้านบาท
นายธนกฤตระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการนำเข้าสินค้าต้องห้าม เนื่องจากมีการแสดงประเทศกำเนิดเป็นเท็จ อาจทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าสินค้าผลิตจากประเทศที่ระบุบนฉลาก ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
นอกจากนี้ สินค้าประเภทโช้คอัพ ผ้าเบรกรถยนต์ และโคมไฟ ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก นำเข้า และนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2565 รวมถึงพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534
ทั้งนี้ กรมศุลกากรและสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพยืนยันจะเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เข้มงวด และต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สินค้าปลอมหลุดรอดเข้าสู่ตลาด สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและผู้บริโภค
“ขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า ตรวจสอบแหล่งที่มา ฉลาก และเครื่องหมายการค้าอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมและสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ”