
คำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ ฟัน 'ศักดิ์สยาม ชิดชอบ' ปมหุ้นนอมินี EP3
ตอนที่ 3 - ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย : เปิดเหตุผลทั้งหมดที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัย ตัดสินให้ความเป็นรัฐมนตรีของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" สิ้นสุดลง
ตอนที่ 3 ของรายงานพิเศษ "ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย" ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย ว่าด้วยประเด็นหลักกฎหมายที่ศาลใช้พิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 187 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีให้เป็นไปโดยสุจริตและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ
รวมทั้งการมุ่งมั่นทำงานในตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานบ้านเมือง อันเป็นมาตรการหนึ่งของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อมิให้เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
การจำกัดสิทธิการถือหุ้นของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 มิได้เป็นการห้ามโดยเด็ดขาด สิทธิในการถือหุ้นของรัฐมนตรียังคงมีอยู่เพียงแต่ถูกจำกัดให้ถือหุ้นได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด คือ พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 4
บัญญัติให้รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท เว้นแต่รัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้ไม่เกินร้อยละห้าของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน
หรือรัฐมนตรีเป็นผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด
จุดชี้ขาด: เงิน 119.5 ล้านมาจากไหน?
ศาลพิจารณาประเด็นแรกที่สำคัญที่สุด คือ ที่มาของเงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ใช้ชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้น
จากพยานหลักฐานบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ (เอกสารหมาย ศ 14/10) เอกสารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด (เอกสารหมาย ศ 54/1 - 2) ประกอบกับหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2565 ปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้
เงินงวดที่ 1 นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โอนให้แก่ผู้ถูกร้องเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 จำนวน 35,000,000 บาท นั้น มาจากการขายกองทุน TMB-T-ES-IPlus (เดิมชื่อ T-IncomePlus) ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 จำนวน 34,402,700 บาท
โดยแหล่งที่มาของเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 23,000,000 บาท มาจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
ส่วนเงินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ก็มีแหล่งที่มาจากบัญชีของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทั้งสิ้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ถูกร้องอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจในการใช้จ่ายเงินของนิติบุคคลทั้งสองแห่ง
ศาลสรุป: "ยังคงเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริง"
จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐาน พฤติการณ์แวดล้อมกรณีที่สอดรับกันแล้ว ย่อมพึงได้ว่า
"เงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่ผู้ถูกร้องเป็นเงินของผู้ถูกร้อง(นายศักดิ์สยาม)"
นอกจากนี้ยังพบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งก่อนและหลังจากการทำนิติกรรมซื้อขายสิทธิเงินลงหุ้นที่ทำให้เห็นว่าผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนและยังเป็นเจ้าของมีอำนาจครอบงำ สั่งการ และการบริหารจัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
อาทิ การยินยอมให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ใช้สถานที่ตั้งที่ประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในทะเบียนบ้านของผู้ถูกร้องก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แม้ต่อมาย้ายที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนแล้วก็ยังคงอยู่ในบริเวณที่พักอาศัยของผู้ถูกร้อง
หรือกรณีของนางสาววรางสิริ ระกิติ ที่เป็นพนักงานของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ซึ่งอยู่ในการกำกับควบคุมดูแลภายใต้บังคับบัญชาและเป็นผู้ใกล้ชิดได้รับความไว้วางใจจากผู้ถูกร้อง โดยนางสาววรางสิริ ระกิติ ถือหุ้นเพียง 3,000 บาท แต่มีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเข้ามาบริหารการเงินในกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยให้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงมีอำนาจลงนามในสัญญาต่าง ๆ กับภาครัฐ
ดังนั้น จากเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องและพยานผู้ถูกร้อง ตลอดจนเอกสารที่นำมาประกอบคำชี้แจงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้
ประกอบกับพยานของผู้ถูกร้องให้การขัดแย้งต่อข้อเท็จจริงและขัดต่อเหตุผลหลายประการ อีกทั้งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนคำชี้แจงได้
รับฟังได้ว่าการซื้อขายสิทธิเงินลงหุ้นเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง และไม่มีการชำระราคา จำนวน 119,499,000 บาท จริง
"และเงินจำนวนดังกล่าวพิสูจน์ได้จากเส้นทางการเงินได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินของผู้ถูกร้อง"
ดังนั้น ผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนตามที่ผู้ร้องกล่าวหา อันเข้าข่ายฝ่าฝืนกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82
จึงทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187
ผลกระทบทางการเมืองที่ตามมา: วันที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุด
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า เมื่อวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) แล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจะสิ้นสุดนับแต่เมื่อใด
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) บัญญัติว่า "ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 " วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม"
และมาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง"
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมิได้ให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งให้ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป







