thansettakij
thansettakij
ตามรอยเงิน 119.5 ล้าน 'คดีศักดิ์สยาม' เงินกู้ไร้สัญญา-เครือข่ายบัญชีลึกลับ Ep2

ตามรอยเงิน 119.5 ล้าน 'คดีศักดิ์สยาม' เงินกู้ไร้สัญญา-เครือข่ายบัญชีลึกลับ Ep2

22 เม.ย. 69 | 22:12 น.

ตอนที่ 2 - ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย : เปิดหลักฐานชั้นในคดีศักดิ์สยาม รายการเดินบัญชี พยานปาก และการซื้อกองทุนปริศนา ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางการเงินทุกสายล้วนโยงกลับไปยังผู้ถูกร้อง

ตอนที่ 2 ของรายงานพิเศษ "ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย" ว่าด้วยประเด็น "กระบวนการไต่สวนในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ" ที่เข้มข้นและละเอียดถี่ถ้วนเป็นพิเศษ

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาล รวมทั้งสั่งให้มีการไต่สวนพยานบุคคล รวมทั้งสิ้น 8 ปาก

โดยให้พยานบุคคลจำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางกอบกุล ถึระวงษ์ และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เปิดบัญชีธนาคาร: เส้นทางเงินที่สะท้อนทุกอย่าง

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นระหว่างผู้ถูกร้องกับนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์

ในหลักฐานรายการเคลื่อนไหวบัญชีที่สำคัญพบว่า นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โอนเงินชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่ผู้ถูกร้อง(นายศักดิ์สยาม) จากบัญชีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) รวม 3 งวด รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 119,500,000 บาท ได้แก่

งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 จำนวน 35,000,000 บาท

งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 จำนวน 35,000,000 บาท

และงวดที่ 3 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 จำนวน 49,500,000 บาท

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

แต่เมื่อสาวเข้าไปในรายละเอียดของบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ กลับพบความจริงที่น่าตกใจ เอกสารหลักฐานจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า

"เงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำมาซื้อกองทุน TMB-T-ES-IPlus และ TMB-T-ES-DPlus นั้น ไม่ได้มาจากบัญชีส่วนตัวของนายศุภวัฒน์เอง หากแต่มาจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น"

ตามรอยเงิน "งวดที่ 1"

เงินงวดที่ 1 ที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โอนให้แก่ผู้ถูกร้องเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 จำนวน 35,000,000 บาท นั้น มาจากการขายกองทุน TMB-T-ES-IPlus (เดิมชื่อ T-IncomePlus) ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 จำนวน 34,402,700 บาท

โดยแหล่งที่มาของเงินส่วนหนึ่งมาจากการสับเปลี่ยนกองทุน TMB-T-ES-DPlus เข้ามาจำนวน 21,040,479.97 บาท และมาจากการซื้อกองทุนด้วยเงินสด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 จำนวน 23,000,000 บาท

ซึ่งเงินจำนวน 23,000,000 บาทนี้ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ได้รับโอนมาจากบัญชีของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด

ตามรอยเงิน "งวดที่ 2"

สำหรับเงินงวดที่ 2 โอนให้แก่ผู้ถูกร้องเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 จำนวน 35,000,000 บาท นั้น มาจากการขายกองทุน TMB-T-ES-IPlus ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 จำนวน 20,004,348.32 บาท และจากการขายกองทุน TMB-T-ES-DPlus (เดิมชื่อ T-DPlus) ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 จำนวน 15,008,934.95 บาท

โดยกองทุนทั้งสองรายการดังกล่าวมีแหล่งที่มาของเงินส่วนหนึ่งมาจากการซื้อกองทุนโดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 แบ่งเป็นกองทุน TMB-T-ES-IPlus จำนวน 20,000,000 บาท และกองทุน TMB-T-ES-DPlus จำนวน 15,000,000 บาท รวมจำนวน 35,000,000 บาท

จากการตรวจสอบเอกสารของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) พบว่าเงิน 35,000,000 บาทที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำมาซื้อกองทุนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 เป็นเงินที่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ได้รับโอนมาจากบัญชีของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 จำนวน 35,000,000 บาท เวลา 15.44 นาฬิกา โดยโอนออกจากบัญชีของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ในวันดังกล่าว เวลา 15.42 นาฬิกา

ตามรอยเงิน 119.5 ล้าน 'คดีศักดิ์สยาม' เงินกู้ไร้สัญญา-เครือข่ายบัญชีลึกลับ Ep2

ตามรอยเงิน "งวดที่ 3"

สำหรับเงินงวดที่ 3 โอนให้แก่ผู้ถูกร้องเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 จำนวน 49,500,000 บาท นั้น มาจากการขายกองทุน TMB-T-ES-IPlus ของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 จำนวน 46,500,000 บาท โดยเงินส่วนหนึ่งมาจากการซื้อกองทุนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 จำนวน 45,702,660.01 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด พบว่าเงินที่นำมาซื้อกองทุนจำนวนดังกล่าว นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ได้รับโอนมาจากบัญชีของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด จำนวน 36,702,660.01 บาท และมาจากบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อีกจำนวน 20,000,000 บาท โดยมีผู้ถูกร้องเป็นผู้นำฝากเงิน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560

พยานปากสำคัญ: นายศุภวัฒน์ ยอมรับ แต่อธิบายต่างออกไป

นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ยอมรับว่าการตกลงโอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ผู้ถูกร้องมีความประสงค์ที่จะเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้อง

ส่วนแหล่งที่มาของเงินในการโอนสิทธิเงินลงหุ้นนั้น นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ชี้แจงว่า เงินที่นำมาชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่ผู้ถูกร้องนั้น เป็นเงินลงทุนและผลกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งรวบรวมไว้ในกองทุนต่าง ๆ โดยยกเว้นในส่วนของการซื้อกองทุน TMB-T-ES-IPlus เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 จำนวน 45,702,660.01 บาท เงินส่วนหนึ่ง จำนวน 36,702,660.01 บาท มาจากเงินโอนออกจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด

โดยนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ชี้แจงว่า เหตุที่ทำธุรกรรมโอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่ผู้ถูกร้อง เพราะเป็นการคืนเงินสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง: ผู้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ชี้แจงว่า รายการทำธุรกรรมการโอนเงินระหว่างผู้ถูกร้องกับนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ในปี 2560 จำนวน 290 ล้านบาท สอดคล้องกับรายการธุรกรรมการเงินในบัญชีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 401-2-014432-6 ของผู้ถูกร้อง ระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2560 ซึ่งมีวัน-เวลา ทำรายการ และยอดจำนวนเงินที่ทำธุรกรรมตรงกับที่พยานเคยชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยืนยันว่า ส่วนที่เกินกว่าราคาสิทธิเงินลงหุ้น จำนวน 119,500,000 บาท นั้นเป็นนิติกรรมที่ไม่เปิดเผย และไม่ปรากฏในคำชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเจตนาที่แท้จริงให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ถือหุ้นแทน ข้ออ้างของบุคคลทั้งสองไม่สมเหตุสมผลหลายประการ

ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเป็นพนักงานลูกจ้าง การให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินและไม่มีการคิดดอกเบี้ยต่อกัน รายการบัญชีเงินฝากและบัญชีกองทุนไม่สอดคล้องกับรายจ่าย การบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย และการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนมากโดยไม่มีการแจ้งต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

งบการเงินบุรีเจริญฯ: กำไรสูงไม่ตรงกับ "วิกฤตเงิน"

จากหลักฐานงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ปี 2559 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดธุรกรรม เห็นได้ว่าในขณะนั้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มีมูลค่าสินทรัพย์จำนวน 162,647,172.43 บาท แต่มีสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงเพียง 2 รายการ รวมเป็นมูลค่าตามบัญชีเพียง จำนวน 47,647,122.43 บาท เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าสิทธิเงินลงหุ้นของผู้ถูกร้องถึง จำนวน 31,451,877.57 บาท

อีกทั้งการขายสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ทั้งที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มีรายได้จากการประกอบกิจการสูงถึง จำนวน 236,194,645.17 บาท

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาจากกำไรสุทธิ จำนวน 11,540,213.43 บาท เห็นได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้รับกำไรสุทธิจากผลประกอบการในปี 2559 คิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของรายได้ทั้งหมด ในปี 2560 ถึงปี 2564 มีผลประกอบการกำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละ 2.7 ถึง 3.3 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นผลประกอบการตามปกติของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

นางกอบกุล ถึระวงษ์: ตรวจสอบงบพบ "กู้ไม่มีสัญญา"

นางกอบกุล ถึระวงษ์ ผู้ตรวจสอบบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ชี้แจงว่า การตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตักหินให้โรงโม่หิน และรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์ อะไหล่ และซ่อมบำรุงเครื่องจักรให้แก่บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด พยานจะเรียกเอกสารเพื่อมาตรวจสอบเฉพาะกรณีที่มีปัญหาหรือรายการที่มีข้อน่าสงสัยเรื่องราคา หรือที่มีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ หรือประเภทสินทรัพย์ที่ไม่เคยใช้มาก่อน

นอกจากนี้ บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด กู้ยืมเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่มีการทำสัญญา หรือคิดดอกเบี้ยระหว่างกัน ซึ่งโดยปกติวิสัยแล้วนักบัญชีควรเรียกเอกสารจากบริษัทและไม่มีเหตุอื่นใดที่บริษัทจะไม่ส่งเอกสาร หากเอกสารนั้นมีอยู่จริง

นางสาววรางศิริ เทศเซิน: ยืนยันรายการซื้อกองทุน

นางสาววรางศิริ เทศเซิน พนักงานธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดบางบัวทอง เบิกความว่า การซื้อกองทุนนั้น สามารถทำได้โดยการจ่ายด้วยเงินสด การโอนจากบัญชีธนาคาร หรือจ่ายด้วยเช็ค อีกทั้งยังสามารถซื้อกองทุนได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารทุกสาขา และการขายกองทุนต้องทำรายการสั่งขายกองทุนก่อนล่วงหน้า เงินจากกองทุนจะโอนเข้าบัญชีที่รองรับหรือบัญชีที่ผูกไว้กับบัญชีกองทุนดังกล่าว

สำหรับรายการซื้อกองทุนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ทำรายการซื้อเป็นเงินสด ส่วนการซื้อกองทุนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 เป็นการซื้อจากการถอนโอนบัญชีเลขที่ 2234-2-458847-8 ชื่อบัญชี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ จำนวน 35,000,000 บาท และการซื้อกองทุนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ไม่ได้ซื้อที่สาขาตลาดบางบัวทอง

นายเอกราช ชิดชอบ: ยืนยันลงทุนแต่ "ไม่เกี่ยวบริหาร"

นายเอกราช ชิดชอบ กรรมการบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ชี้แจงว่า เข้าร่วมลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 1,000 บาท ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน และเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2562 โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว

ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด กับนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ที่ระบุในงบการเงินว่าไม่มีการทำสัญญาระหว่างกันนั้น นายเอกราช ชิดชอบ โดยบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ให้ข้อมูลแก่ทนายผู้ถูกร้องว่า ในช่วงปี 2559 ถึงปี 2564 บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด กู้ยืมเงินจากนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 345,500,000 บาท และชำระเงินกู้ยืมคืนให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ บางส่วนจำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 95,300,000 บาท ปัจจุบันยังคงมียอดเงินกู้ยืมระยะยาวคงเหลือเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 250,200,000 บาท

เนื่องจากประมาณปี 2559 บริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ถูกร้องติดต่อนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เพื่อขอกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ มีความสนใจในกิจการของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในภายหลัง

ติดตามอ่านต่อ รายงานพิเศษ ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้ในตอนต่อไปตอนที่3 (ตอนสุดท้าย)