thansettakij
thansettakij
ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

22 เม.ย. 69 | 07:31 น.
อัปเดตล่าสุด :22 เม.ย. 69 | 08:09 น.

ตอนที่ 1 - ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย : ย้อนรอยปฐมบทคดีการเมืองร้อน เมื่อ 54 ส.ส.ยื่นคำร้องกล่าวหา "ศักดิ์สยาม" ถือหุ้นนอมินีห้างหุ้นส่วนที่มีงานรัฐหลายร้อยล้าน ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 คือวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจารึกอีกหน้าหนึ่งไว้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 ในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่

แต่กว่าจะมาถึงวันนั้น เส้นทางของคดีนี้ยาวนาน ซับซ้อน และเต็มไปด้วยข้อเท็จจริงที่พันกันอย่างยากจะคลาย

ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

จุดเริ่มต้น: 54 ส.ส. ยื่นคำร้อง

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะ รวม 54 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวหาว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187

โดยกล่าวอ้างว่า นายศักดิ์สยาม(ผู้ถูกร้อง)ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ก่อนที่ผู้ถูกร้องจะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ผู้ถูกร้องมีอาชีพประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง โดยเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 นายศักดิ์สยามลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ถูกร้องจดทะเบียนโอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์

นอกจากนี้ นายศักดิ์มีอาชีพประกอบกิจการทำโรงโม่หิน โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2534 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทในปี 2540 และลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท กลับเข้าเป็นกรรมการบริษัทอีกครั้งในปี 2558 แต่ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2562 ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท

(แฟ้มภาพ) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ข้อกล่าวหาหลัก: "นอมินี" หรือ "ธุรกรรมปกติ"?

หัวใจของคดีนี้อยู่ที่ข้อกล่าวหาว่าการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ถือเป็นความผิดปกติวิสัยของวิญญูชนในการประกอบธุรกิจ เป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือนิติกรรมอำพราง กล่าวคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นกิจการภายในครอบครัวของผู้ถูกร้อง

การโอนสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ซึ่งมิใช่เครือญาติ และเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย

อีกทั้งการทำสัญญาโอนสิทธิเงินลงหุ้นในราคาพาร์ (ต้นทุน) ขัดกับมูลค่าสินทรัพย์ ของห้างหุ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ซื้อขายสิทธิเงินลงหุ้นระหว่างกัน และกิจการที่มีผลกำไรสูงขึ้นทุกปี

นอกจากนี้ การโอนสิทธิเงินลงหุ้นดังกล่าว ไม่พบหลักฐานการโอนเงินชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ กับผู้ถูกร้อง ที่สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาที่ซื้อขายหรือโอนสิทธิเงินลงหุ้น

และไม่ปรากฏหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินหรือแจ้งการเบิกถอนเงินต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ภาพพาดพิงที่ชัดเจน: รายได้ "นายศุภวัฒน์" กับความเป็นจริง

จากข้อเท็จจริงเมื่อปี 2558 ถึงปี 2562 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ยื่นแบบการเสียภาษีแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบุว่ามีรายได้เพียง 108,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาทต่อเดือน จากการเป็นลูกจ้างพนักงานบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ที่มีผู้ถูกร้องเป็นกรรมการบริษัท (นายจ้าง)

และจากหลักฐานที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด พบว่า นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นำเงินส่วนตัวให้บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด กู้ยืมหลายครั้ง โดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีการคิดดอกเบี้ย

บุคคลผู้มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท จะมีเงินให้นายจ้างกู้ยืมหลายสิบล้านบาทได้อย่างไร? นั่นคือคำถามที่ผู้ร้องตั้งประเด็นไว้ตั้งแต่ต้น และจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ไขปมคดีนี้

ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

ภาพฉากที่ใหญ่กว่า: ห้างหุ้นส่วนกับงานรัฐ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือภายหลังจากที่ผู้ถูกร้องโอนสิทธิเงินลงหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศุภวัฒน์ แล้ว นายศุภวัฒน์ ยังคงเป็นที่ปรึกษาของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยได้รับเงินค่าที่ปรึกษาจากห้างหุ้นส่วนปีละ 400,000 บาท  ในขณะที่นายศุภวัฒน์ ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้รับเงินหรือค่าตอบแทนในแนวทางใด ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ถูกร้องยังยินยอมให้นายศุภวัฒน์ รวมทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ใช้สถานที่พักอาศัยของตนในการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมาแจ้งย้ายสถานประกอบกิจการก่อนที่ผู้ถูกร้องจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพียง 23 วัน เท่านั้น

เมื่อผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้รับการว่าจ้างจากกระทรวงคมนาคมจำนวนหลายโครงการในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2565 ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม

ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

ข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้ถูกร้อง: "ออกไปแล้วมากกว่า 1 ปี"

ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและเอกสารประกอบ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ผู้ถูกร้องไม่ได้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด

เนื่องจากผู้ถูกร้องออกจากการเป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีก่อนที่ผู้ถูกร้องจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ผู้ถูกร้องออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2565 และลาออกจากการเป็นกรรมการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2562

ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด

ปฐมบท 'คดีศักดิ์สยาม' หุ้นลึกลับบุรีเจริญฯ เส้นทางหลุดบัลลังก์ รมต. EP1

ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ และตั้งแต่เมื่อใด

โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 187 นั้นเป็นบทบัญญัติในหมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

"รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด"

มาตรา 187 นี้เองที่เป็นหัวใจของการพิจารณา เพราะแม้ผู้ถูกร้องจะอ้างว่าออกจากการเป็นหุ้นส่วนแล้ว แต่คำถามคือ การออกนั้นเป็นการออกจริงหรือเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง?

ติดตามอ่านต่อ รายงานพิเศษ ย้อนรอยคำวินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้ในตอนต่อไป

 

ที่มาข้อมูล - www.constitutionalcourt.or.th