thansettakij
thansettakij
ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

20 เม.ย. 69 | 13:22 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 15:13 น.

รายงานพิเศษ: ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน”ศักดิ์สยาม”

KEY

POINTS

  • มติ “ยกคำร้อง”ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ในคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ท้าทายสังคมไทยต่อกระบวนยุติธรรมที่บิดเบี้ยว
  • เป็นสัญญาณว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยองค์กร ป.ป.ช.เป็นอิสระ แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับใคร”
  • การตัดตอนในการเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ป.ป.ช.ตามข้อกฎหมาย ยังเป็นการ “ปิดฉากคดี” ที่เกี่ยวพันติดตัวนายศักดิ์สยาม” ต่อเนื่อง 4 ข้อกล่าวหาตามกฎหมายมาตรฐานการตรวจสอบนักการเมือง ไปแบบเหยียบหิมะไร้ร่องรอย
  • ไฟในนาคร ได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว และกำลังแผดเผา องค์กร ป.ป.ช.ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีคำอธิบายแต่สังคมรับไม่ได้กับองค์กรแห่งนี้ไปแล้ว

มติ “ยกคำร้อง” ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ในคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ท้าทายสังคมไทยต่อกระบวนยุติธรรมที่บิดเบี้ยว

ผลของมติ ป.ป.ช.องค์กรอิสระ ที่ถูกตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญเพื่อปราบโกง กำลังกลายเป็น “ไม้ขีดก้านเดียว” ที่เผาผลาญ ปปช.ให้แหลกราญเป็นผุยผงได้ หากคำชี้แจงของ ป.ป.ช. “เป็นการฟอกขาว ตัดตอน ศิโรราบให้กับอำนาจมืดทางการเมือง”

โปรดอย่าลืมว่า... รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 211 วรรคสี่ กำหนดไว้ชัดเจนว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

การที่ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ร้อง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นผู้ถูกร้อง ไม่เพียงแค่ทำให้ “ตราชั่งในกระบวนการยุติธรรม” พังทลายลงเท่านั้น 

หากแต่เป็นสัญญาณว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยองค์กร ป.ป.ช.เป็นอิสระ แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับใคร”

ร้ายกว่านั้น การตัดตอนในการเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหน้าที่ของ ป.ป.ช.ตามข้อกฎหมาย ยังเป็นการปิดฉากคดีที่เกี่ยวพันกับนายศักดิ์สยามแบบต่อเนื่อง 4 ข้อกล่าวหา ตามกฎหมายมาตรฐานการตรวจสอบนักการเมือง ไปแบบเหยียบหิมะไร้ร่องรอย...

เพื่อให้สังคมเกิดความกระจ่าง ขอนำทุกท่านไปพิจารณา “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ฉบับคัดย่อในคดีนายศักดิ์สยาม ดังนี้!!! 

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน “คดีศักดิ์สยาม” ระบุชัดว่า “จากข้อพิรุธหลายประการ ประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้อง (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) กับ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ตกลงนำเงินของผู้ถูกร้อง ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ .........เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาท ยังเป็นของผู้ถูกร้อง 

ผู้ถูกร้อง (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของ หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแล หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนผู้ถูกร้อง มาโดยตลอด... 

อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี ที่อยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำ อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 

ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง (นายศักดิ์สยาม) จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)” ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม

หากจะให้ระบุแบบละเอียดกว่านี้ ต้องไปอ่านหลักฐานของวินิจฉัยว่าด้วย “เส้นเงิน”

เพราะในการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีมติ 7:1 ได้สาวลึกไปถึงเส้นเงินที่หลักฐานเด็ดในคำวินิจฉัย ผ่านการเปิดเผยเส้นทางเงิน งวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่ผู้ถูกร้องพยายามชี้แจง

การไต่สวนของศาลทั้งจากพยานฝ่ายผู้ร้อง และพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง พบว่า เฉพาะช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2560 มีเส้นเงินจากการโอนเงินให้แก่กันดังนี้

เวลา 15:36 น.: มีการโอนเงินออกจากบัญชีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 35 ล้านบาท

เวลา 15:40 น.: เงินเข้า บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด

เวลา 15:42 น.: บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด โอนเงินออกทันที

เวลา 15:44 น.: เงินจำนวน 35 ล้านบาท ไปเข้าบัญชี "นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” (นอมินี) เพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นคืนให้นายศักดิ์สยาม ผู้ถูกร้อง อ้างว่าเ ป็นผู้ซื้อหุ้น 35 ล้านบาท (คำวินิจฉัยหน้า 37)

ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลเป็นทอดจาก “เจ้าของเดิม” >> “ผู้ซื้อ” >> กลับมาที่จุดเริ่มต้นคือผู้โอน 

ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า นี่ไม่ใช่การซื้อขายธุรกิจตามปกติ แต่เป็นการ "หมุนเงิน" เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ (Paper Trail) ว่ามีการซื้อขายกันจริง ทั้งที่ความจริงแล้ว เจ้าของเงินกับผู้รับเงิน คือ เครือข่ายเดียวกัน 

เพราะเส้นเงินมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่สอดคล้องกับข้ออ้างว่า เป็นเงินของผู้ซื้อเอง 

ผลของคำวินิจฉัยแบบนี้ ถ้า ปปช.ทำงานอย่างอิสระตรงไปตรงมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในฐานะที่เป็น “รัฐมนตรี” จะเข้าข่ายความผิด 4 ฐานความผิดตามข้อกฎหมาย

ฐานความผิดที่ 1. เข้าข่ายการครอบงำ-สั่งการ “หจก.-บริษัท” โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี เพราะผู้เป็นรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญฯ อันเนื่องมาจากการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ซึ่งอยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการกระทำ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 187 นั้น 

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ได้ระบุโทษทางอาญาเอาไว้ เพียงแต่ให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ใน พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ได้กำหนด “ข้อห้าม” มิให้รัฐมนตรีกระทำการใด อันมีลักษณะเป็นการเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือออกคำสั่ง เกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้น หรือการจัดหาผลประโยชน์ในหุ้นส่วนหรือหุ้น 

หากรัฐมนตรีผู้ใด มีการกระทำในลักษณะเป็นการ เข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือ ออกคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วน หรือหุ้น หรือการจัดหาผลประโยชน์ในหุ้นส่วน หรือหุ้น 

รัฐมนตรีที่ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1แสนบาทถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

ฐานความผิดที่ 2.  มีการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล กับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่  ความผิดนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า การที่นายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น มาโดยตลอด แต่ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เข้ามาถือหุ้นแทนนั้น ปรากฎข้อมูลว่า ในช่วงนายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม และปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2562-วันที่ 3 มี.ค.2566 หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ได้งานจากหน่วยงานของรัฐ ในช่วงปี 2563-2564 อย่างน้อย 2,000 ล้านบาท 

โดยรายได้ของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม อาทิ แขวงการทางหลวงบุรีรัมย์ ,แขวงทางหลวงชนบทบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย ฯลฯ

ดังนั้น หากมีผู้ยื่นคำร้องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบว่า นายศักดิ์สยามในช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม มีการกระทำที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณี หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หรือไม่ !!!

จะเป็นอีกหนึ่งข้อกล่าวหา ในฐานความผิดที่ต้องดำเนินคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตามมาตรฐานการตรวจสอบนักการเมือง

ทั้งนี้ หากปรากฏว่า มีการฝ่าฝืนมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 กฎหมายระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 168)

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

ฐานความผิดที่ 3. เป็นกรณีความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ 

การที่ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เข้าประมูลงานของภาครัฐ และชนะประมูล โดยเฉพาะของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ในช่วงที่นายศักดิ์สยามเป็น รมว. อาจทำให้นายศักดิ์สยาม ต้องถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า นายศักดิ์สยาม กระทำอันขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่!!!

หากปรากฎว่า กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาฯ หรือกระทำการใดๆ ต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจ หรือหน้าที่ ในการอนุมัติ พิจารณา หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคา เพื่อจูงใจ หรือ ทำให้จำยอม ต้องยอมรับการเสนอราคา  

ให้ถือว่า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท  

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

ฐานความผิดที่ 4 กรณีจงใจยื่นบัญชีบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จากการใช้นอมินีถือแทน กฎหมายกำหนดโทษคุกไม่เกิน 6 เดือน 

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาผสานกับฐานข้อมูลในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อ ป.ป.ช. 1.กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ 25 พ.ค.2562 , 2.กรณีพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อ 20 มี.ค.2566 ,3.กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อ 10 ก.ค.2562,4.กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อ 5 ก.ย.2566 และ 5.กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เมื่อ 4 ก.ค.2566

ไม่ปรากฎข้อมูล ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯว่า “นายศักดิ์สยาม ได้ระบุว่า มีเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด!!!

จึงเข้าข่ายว่า เป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และมีพฤติการณ์ อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน 

ตามกฎหมายแล้ว ถ้ากระทำความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ!!!

ทั้งนี้ การพิจารณาฐานความผิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายศักดิ์สยาม ทั้ง 4 ข้อกล่าวหา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “คณะกรรมการ ปปช.ต้องมีมติ เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เพื่อวินิจฉัย และพิพากษาคดีตามฐานความผิด 

แต่ทว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ที่ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้น หรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ใน หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายศักดิ์สยาม สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี แบบนี้

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

เท่ากับว่า เป็นการฟอกขาว นายศักดิ์สยาม และ “ตัดตอนโยนทิ้ง 4 ฐานความผิด” ที่ติดตัวนายศักดิ์สยาม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ออกไปจากสารบบทันที

ในมิตินี้ โปรดอย่าไปโทษนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นักการเมืองผู้ต้องคดีจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะเป็นใครก็ต้องหากรรมวิธีในการต่อสู้ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น และในยามที่ต้องต่อสู้ต้องไม่หน่ายซึ่งกลยุทธ์

ส่วนผลของการตัดสินของ ป.ป.ช.นั้น ไม่ว่าจะมีโอกาสกลับมาเป็นนักการเมือง หรือรัฐมนตรีในอนาคตได้อีกหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ เทียบเท่ากับ การนำพาชีวิต ชาติตระกูล ออกไปให้พ้นพงหนามแห่งคดี

แต่โปรดพิจารณากันด้วยสติ ปัญญาว่า การกระทำของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” นั้น ได้กระทำตามภาระหน้าที่ สมศักดิ์ศรี สมเกียรติภูมิขององค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ แล้วหรือไม่

ป.ป.ช.จุดไฟเผาบ้าน ตัดตอน 4 ฐานความผิด ล้างมลทิน ”ศักดิ์สยาม”

ภารกิจหลักของ ป.ป.ช. ด้านการปราบปรามการทุจริต (Investigation): ที่ต้องดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนักการเมืองร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้หักโค่นลงแล้ว

ภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน (Assets Inspection): ผ่านการทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการซ่อนเร้นทรัพย์สิน ได้ย่อยยับลงจากมติดังกล่าวโดยสมบูรณ์

ภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต (Prevention): ผ่านกระบวนเสนอมาตรการและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา หรือหน่วยงานรัฐ เพื่อปรับปรุงการทำงาน ลดโอกาสการทุจริต ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกต่อไป...

ภารกิจการมีส่วนร่วมและเผยแพร่ความรู้: ผ่านมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มชี้เบาะแส สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต จักไม่เป็นผลสัมฤทธิ์เอาเลยจากมติดังกล่าว

ไฟในนาคร ได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว และกำลังแผดเผา ปปช.ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยกเหตุผลหลากคำอธิบายแต่สังคมรับไม่ได้ในองค์กรนี้ไปแล้ว

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนและองค์กรที่คดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย" สุภาษิตโบราณกำลังคุกคาม ป.ป.ช.อย่างหนัก!!!