
บ่วงกรรม“ศักดิ์สยาม” แม้รอดปมทรัพย์สินเท็จ ยังเสี่ยง 3 คดีอาญาใหญ่
บ่วงกรรม “ศักดิ์สยาม” แม้รอดปมทรัพย์สินเท็จ ยังเสี่ยง 3 คดีอาญาใหญ่ : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- แม้ ป.ป.ช.จะยกคำร้องคดีทรัพย์สินเท็จ แต่ "ศักดิ์สยาม"ยังคงเผชิญความเสี่ยงใน 3 คดีอาญาสำคัญ ที่สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญพบข้อเท็จจริงว่า "ศักดิ์สยาม" ยังคงเป็นเจ้าของและควบคุม หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนิติกรรมอำพราง ซึ่งเป็นหลักฐานตั้งต้นของคดีอาญา
- ข้อกล่าวหาทางอาญาทั้ง 3 คดี ได้แก่ การถือหุ้นอำพราง (ผิด พ.ร.บ.หุ้นรัฐมนตรี), ผลประโยชน์ทับซ้อน และ การฮั้วประมูล ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
แม้กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” จะสิ้นสุดลงด้วยมติยกคำร้องของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” ที่ถูกวางไว้โดย คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 ลงวันที่ 17 มกราคม 2567 กลับกลายเป็น “เชื้อไฟใหม่” ที่อาจนำไปสู่การไต่สวนคดีอาญาในหลายมิติ
คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้เพียงชี้ให้เห็นการสิ้นสุดสถานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) เท่านั้น แต่ยัง “ปรากฏข้อเท็จจริง” สำคัญว่า ผู้ถูกร้องยังคงถือครองและควบคุมกิจการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านบุคคลอื่นในลักษณะ “นิติกรรมอำพราง” อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 อย่างชัดเจน
ประเด็นนี้เอง กลายเป็น “สารตั้งต้น” ของข้อกล่าวหาทางอาญาที่ยังไม่ถูกดำเนินการ ประกอบด้วย
1. หุ้นอำพรางสู่ความผิดตามพ.ร.บ.หุ้นรัฐมนตรี
แกนสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การยืนยันว่า การโอนหุ้นให้บุคคลอื่นถือแทน มิได้ทำให้ความเป็นเจ้าของสิ้นสุดลงจริง หากแต่ยังคงมี “อำนาจควบคุมในทางพฤตินัย”
ข้อเท็จจริงนี้ เปิดช่องให้ตีความว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 11 และ 12 ซึ่งห้ามรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นส่วนหรือบริษัท
หากพิสูจน์ได้ว่ามีการ “ครอบงำหรือสั่งการ” จริง โทษตามมาตรา 17 อาจสูงถึงจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 100,000 – 1,000,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
2. ปมผลประโยชน์ทับซ้อนกับสัญญารัฐ
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับการที่ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเดียวกัน
หากพบว่ามี “ผลประโยชน์เกี่ยวข้องกัน” ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1) และ (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์
บทลงโทษตามมาตรา 168 ถือว่ารุนแรง ทั้งโทษจำคุก และเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็น “ดาบสองคม” ที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองโดยตรง
3. เงื่อนงำ“ฮั้วประมูล”จุดเสี่ยงสูงสุด
ข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือ ความเป็นไปได้ของการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ “กฎหมายฮั้วประมูล”
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อ “เอื้อประโยชน์” ให้ หจก.ดังกล่าว ได้รับงานจากหน่วยงานรัฐหรือไม่ หากมีพฤติการณ์จูงใจ แทรกแซง หรือกำหนดเงื่อนไขเอื้อเฉพาะ
ความผิดตามมาตรา 13 มีโทษสูงสุดถึง “จำคุกตลอดชีวิต” ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายในระดับสูงสุดของคดีนี้
แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่คำพิพากษาคดีอาญา แต่ในทางปฏิบัติ “ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย” สามารถถูกนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานตั้งต้น หรือ “สารตั้งต้น” ในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้
ถึงแม้คดีจริยธรรมจะถูก “ตัดจบ” โดย ป.ป.ช. แต่คดีอาญาอาจเพิ่งเริ่มต้น
ฉากทัศน์หลังจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาคือท่ าทีของ “ป.ป.ช.” ว่าจะรับเรื่องไต่สวนในข้อกล่าวหาดังกล่าวหรือไม่ หากรับไต่สวน จะนำไปสู่กระบวนการสอบสวนเชิงลึก ทั้งเส้นทางการถือหุ้น ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ และ สัญญากับภาครัฐ
ในเชิงการเมือง แม้เจ้าตัวจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” ที่ยังค้างคาอยู่ อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันต่ออนาคตทางการเมือง
กรณีของ “ศักดิ์สยาม” สะท้อนภาพช่องว่างระหว่าง “ความรับผิดทางจริยธรรม” กับ “ความรับผิดทางอาญา” ได้อย่างชัดเจน
คำวินิจฉัยที่ 1/2567 ของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” อาจปิดฉากบทบาทรัฐมนตรี แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกำลังเปิดฉากบทใหม่ของความเสี่ยงทางคดีอาญา ...ที่เดิมพันสูงกว่าเดิมหลายเท่า
คลิกอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์






