thansettakij
thansettakij
นิติสงครามบอนไซ“พรรคส้ม”จมปลักคดี 44 สส.-ยุบพรรค

นิติสงครามบอนไซ“พรรคส้ม”จมปลักคดี 44 สส.-ยุบพรรค

12 เม.ย. 69 | 07:10 น.
อัปเดตล่าสุด :12 เม.ย. 69 | 07:35 น.

นิติสงครามบอนไซ“พรรคส้ม”จมปลักคดี 44 สส.-ยุบพรรค : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4191

KEY

POINTS

  • ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
  • กกต.กำลังสอบสวนคำร้องยุบพรรคประชาชน (พรรคส้ม) จากข้อกล่าวหาเรื่องระบบรับสมัครสมาชิกออนไลน์ ที่อาจละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ การทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO)
  • หากศาลฎีการับคำร้องคดี 44 สส. อาจส่งผลให้ สส. ปัจจุบันของพรรค 10 คน ซึ่งรวมถึงแกนนำสำคัญอย่างหัวหน้าพรรค ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
  • พรรคประชาชนปรับโครงสร้างภายในเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย พร้อมเตรียมแผนต่อสู้คดีในชั้นศาล โดยเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านและขอให้ สส. ที่ถูกกล่าวหาสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

สถานการณ์การเมืองไทยกลับมาเข้าสู่โหมด “นิติสงคราม” อีกครั้ง เมื่อหลายคดีสำคัญพุ่งเป้าไปยังแกนนำและโครงสร้างของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือ ที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “พรรคส้ม” ทั้งในมิติของคดีจริยธรรมร้ายแรงต่ออดีต สส.ก้าวไกล 44 คน และคดีร้องยุบพรรคที่อยู่ในชั้นสอบสวนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสมดุลอำนาจฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 

คดีร้อนอดีต 44 สส.ถึงศาลฎีกา

ความเคลื่อนไหวสำคัญอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการยื่นคำร้องต่อ “ศาลฎีกา” พร้อมสำนวนคดีและพยานหลักฐานจำนวนมาก เพื่อเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล จากกรณีร่วมกันเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

ในกลุ่มผู้ถูกชี้มูล มีแกนนำสำคัญ เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ชัยธวัช ตุลาธน, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง สส.ระดับนำในพรรค

โดยถูกกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อหาที่มีบทลงโทษสูงสุดทางการเมือง คือ การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต 

สาระสำคัญของมติ ป.ป.ช. ระบุว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ และมีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ส่อสะเทือน10 สส.ปัจจุบัน 

ประเด็นที่ต้องจับตา คือ หากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องและมีคำสั่งใดๆ ออกมา อาจส่งผลให้ สส.พรรคประชาชน 10 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม 44 อดีต สส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวทันที 

ในจำนวนนี้รวมถึงแกนนำระดับสูงของพรรค เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, รังสิมันต์ โรม และ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ฝ่ายค้านสูญเสีย “ตัวหลัก” ในการอภิปราย-ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล 

“พรรคส้ม”ปรับทัพรับมือ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดัน “พรรคประชาชน” เริ่มขยับปรับโครงสร้างภายใน โดยมีรายงานว่าอาจถอด 10 สส.ที่มีความเสี่ยงออกจากคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อลดแรงกระแทกทางกฎหมาย

พร้อมกันนี้ มีการดันบุคคลใหม่ขึ้นมาแทน เช่น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรค ปรับ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากหัวหน้าพรรค ถอยมาเป็นเลขาธิการพรรค , พริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค 

การปรับหมากดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ “แยกความเสี่ยง” เพื่อป้องกันไม่ให้คดีเฉพาะบุคคลลุกลามไปสู่การยุบทั้งพรรค

                                     นิติสงครามบอนไซ“พรรคส้ม”จมปลักคดี 44 สส.-ยุบพรรค

คดียุบพรรคปชน.ปมข้อมูล-IO

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังสอบสวนคำร้องที่อาจนำไปสู่การ “ยุบพรรคประชาชน” โดยมีผู้ร้องสำคัญคือ ศรีสุวรรณ จรรยา  

ข้อกล่าวหาหลักแบ่งเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ 

1. ระบบสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ 

ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเก็บข้อมูล Laser ID ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว อาจเข้าข่ายละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)

2. ปฏิบัติการ IO ทางการเมือง 

มีข้อกล่าวหาเชื่อมโยงกับบริษัท Spectre C Co., Ltd. ว่ามีบทบาทในการสร้างกระแสและตอบโต้บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง และนำไปสู่การยุบพรรคได้ 

ประเด็นนี้โยงไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึง เช่น พรรณิการ์ วานิช ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางการเมือง 

กกต.ยึดข้อเท็จจริง-กฎหมาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า กระบวนการสอบสวนเรื่องดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นพิจารณาข้อเท็จจริง และต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ 

พร้อมย้ำว่า ทุกพรรคจะได้รับความเป็นธรรม และการพิจารณาจะไม่อิงกระแสสังคม หรือ ความรู้สึกของประชาชน แต่ยึดเฉพาะพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเป็นหลัก

ผลสะเทือนทางการเมือง

ภาพรวมของสถานการณ์สะท้อนว่า “พรรคส้ม” ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลักในขณะนี้ กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งคดีจริยธรรมระดับบุคคล และคดีเชิงโครงสร้างที่อาจนำไปสู่การยุบพรรค

หากทั้ง 2 คดีมีพัฒนาการไปในทิศทางลบ อาจนำไปสู่ผลกระทบสำคัญ ได้แก่  การสูญเสีย สส.จำนวนมากในสภา, การเกิดสุญญากาศตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และ การเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองในระยะสั้น 

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคฝ่ายค้านเองก็พยายาม “ตั้งรับเชิงรุก” ผ่านการปรับโครงสร้างพรรคและเตรียมต่อสู้คดีในทุกช่องทาง

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบจะอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ทั้งศาลฎีกา กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ชะตาว่า “พรรคส้ม” จะสามารถฝ่าพายุใหญ่ไปได้ หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีของ “นิติสงคราม” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

                                 ++++

                                                   นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง

พรรคประชาชนกางแผนสู้คดี 44 สส.

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงการต่อสู้คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ในชั้นศาลฎีกา ว่า ได้เตรียมความพร้อมโดยเตรียมคำร้องไว้ 3 เรื่อง 

คำร้องแรก เป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คือขอให้ศาลสั่งให้มีการปฎิบัติหน้าที่ต่อ โดยทั้ง 10 คนที่เป็น สส.อยู่ขณะนี้มีการเตรียมคำร้องเอาไว้อย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ  

กลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีการชี้ให้ศาลได้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จะต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้าน คือ ผู้นำฝ่ายค้าน ปฏิบัติหน้าที่ในสภา หากสูญเสียการปฎิบัติหน้าที่ไป ก็เป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

หรือกรณีของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของพรรคการเมือง ที่มีเสียงเกินกว่า 25 เสียง ก็สามารถเสนอได้ 

หรือแม้แต่กลุ่มของ สส.เขต ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยในเขตต่างๆ หรือ สส.บัญชีรายชื่อที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ก็เตรียมคำร้องเอาไว้

คำร้องฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลไม่รับคำร้อง ซึ่งเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่ต้องทำอยู่แล้ว ในฐานะทนาย เวลามีคนฟ้องเรามา ก็ต้องบอกศาลให้ยกฟ้อง ด้วยเหตุผลทางกฎหมายต่างๆ เช่น อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่อาจขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

คำร้องฉบับที่สาม ขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา เพราะจากการทำงานของ ป.ป.ช. พวกตนในฐานะที่เป็นผู้ถูกร้อง เห็นว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติขัดกับตัวกฎหมายและระเบียบภายในของ ป.ป.ช.เองในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหามายังพวกเรา ไม่ได้คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล การที่ตนเองได้ประกาศไว้เองว่าต้องคำนึงถึงด้วย

หรือแม้แต่กรณีท้ายสุด อย่างกรณี นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ที่มีการถูกกล่าวหาว่า รับส่วยทอง แต่ก็เป็นหัวหน้าคณะที่มาตรวจสอบพวกเรา ตนก็ยื่นคำร้องไป ขอให้เปิดเผยกระบวนการทั้งหมดที่ นายสุชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็ยังไม่ได้รับการบอกกล่าว 

นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการพิจารณาที่มองว่าผิดระเบียบหลายข้อ เช่น ไม่เปิดโอกาสให้พวกตนนำสืบพยานบุคคล หรือพยานเอกสารเลย 


รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4191