
อดีตตุลาการศาล รธน. ชี้ชัด "ศักดิ์สยาม" หมดสิทธิ์คัมแบ็กเก้าอี้ รมต. แม้ ป.ป.ช. ตีตกคำร้อง
“จรัญ ภักดีธนากุล" ชี้ชัด "ศักดิ์สยาม" คัมแบ็กเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ได้! แม้ ป.ป.ช. ตีตกคำร้อง ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด ติดล็อคลักษณะต้องห้าม-ความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์
KEY
POINTS
- ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะซุกหุ้น ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพัน
- การที่ ป.ป.ช. มีมติตีตกคำร้องในคดีซุกหุ้น เป็นการพิจารณาคนละส่วนกับคุณสมบัติทางการเมือง และไม่สามารถลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
- จากคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้นายศักดิ์สยามมี "ลักษณะต้องห้าม" ตามรัฐธรรมนูญ จึงขาดคุณสมบัติและไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก
จากกรณีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวยอมรับว่าป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกกล่าวหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และจะมีการแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง ซึ่งนำมาสู่การตั้งคำถามของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าเป็นการปูทางให้ใครบางคนกลับมาผงาดในตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่
ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ วิเคราะห์ถึงประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวอย่างละเอียด โดยระบุว่า นายศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปก่อนหน้านี้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาเรื่อง "นอมินี" หรือการซุกหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งศาลมองว่าเป็นนิติกรรมอำพราง แม้ในขณะนี้จะมีข่าวว่า ป.ป.ช. ได้ตีตกคำร้องในบางประเด็นไป แต่ต้องเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. กับการพิจารณาคุณสมบัติทางการเมืองนั้นเป็นคนละส่วนกัน
ศาตราจารย์พิเศษ จรัญ อธิบายว่า การที่ ป.ป.ช. พิจารณานั้น มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ในส่วนของ "คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม" ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. ดังนั้น การที่ ป.ป.ช. ไม่ดำเนินคดีในส่วนหนึ่ง จึงไม่ได้หมายความว่าจะล้างมลทินในส่วนของลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำคือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติเนื่องจากการซุกหุ้นไปแล้ว กรณีนี้ย่อมเข้าข่าย “ลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับทั้งกับการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และรัฐมนตรี
ศาตราจารย์พิเศษ จรัญ เห็นว่าด้วยเหตุนี้ นายศักดิ์สยามจึงไม่น่าจะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ เพราะความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นที่ประจักษ์ถือเป็นคุณสมบัติบังคับที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะเป็นรัฐมนตรี
ดังนั้น หากพรรคการเมืองต้นสังกัดคิดจะแต่งตั้งนายศักดิ์สยามกลับมาเป็นรัฐมนตรี ย่อมทำไม่ได้ เพราะยังติดเงื่อนไขเรื่องลักษณะต้องห้ามตามคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุต่อว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด และไม่มีช่องทางหรือประตูใดที่จะไปร้องขอให้องค์กรอิสระอื่นมาเพิกถอนคำวินิจฉัยนี้ได้
สำหรับอนาคตทางการเมือง หากนายศักดิ์สยามต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ในครั้งหน้า ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ มองว่าอำนาจการตัดสินใจจะตกไปอยู่ที่ กกต. ที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าลักษณะต้องห้ามจากการซุกหุ้นในอดีตนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่ในระยะสั้นนี้ ประตูสู่คณะรัฐมนตรีสำหรับนายศักดิ์สยามยังคงถูกปิดตายด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย และมาตรฐานทางจริยธรรมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานไว้แล้ว





