thansettakij
thansettakij
"นครินทร์"เปรียบตุลาการเหมือนแพทย์ผ่าตัดชำนาญภาคปฏิบัติ

"นครินทร์"เปรียบตุลาการเหมือนแพทย์ผ่าตัดชำนาญภาคปฏิบัติ

31 มี.ค. 69 | 08:09 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 09:35 น.

"นครินทร์ เมฆไตรรัตน์"เปรียบเทียบตุลาการเหมือนแพทย์ผ่าตัด ไม่ได้สอนหนังสือแต่ชำนาญภาคปฏิบัติคนไข้ไว้วางใจ มองวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรต่ำกว่า 9 ปี

KEY

POINTS

  • นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปรียบตุลาการเป็นเหมือนแพทย์ผ่าตัด หรือ "ศาสตราจารย์คลินิก" ที่มีความเชี่ยวชาญจากการปฏิบัติงานจริงทุกวัน ซึ่งต่างจากนักวิชาการที่เน้นด้านทฤษฎี
  • ชี้ว่าวาระการดำรงตำแหน่งตุลาการ 7 ปีนั้นสั้นเกินไป ทำให้เมื่อเริ่มมีความชำนาญก็ใกล้หมดวาระ ซึ่งมาตรฐานสากลส่วนใหญ่อยู่ที่ 9-12 ปี
  • อธิบายว่า การทำหน้าที่ของตุลาการต้องตัดสินว่า ถูกหรือผิดตามกฎหมายเท่านั้น ไม่เหมือนการสอนหนังสือที่สามารถให้เกรดได้หลายระดับ

วันที่ 31 มี.ค. 2569 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมองว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 60  มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จากเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่มีข้อขัดแย้ง แต่รัฐธรรมนูญ ปี 60 อนุญาตให้มีการปรึกษาหารือได้ 

และยกตัวอย่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถึงวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปี จึงมองว่า 7 ปี เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ กำหนดวาระไว้ 9-12 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน ออสเตรเลีย 

"ประเทศไทยมีการลดวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก 9 ปีเหลือ 7 ปี ทำให้องค์กรตุลาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในช่วงแรกตุลาการจะเสียเวลาไปกับการตั้งหลัก พอเริ่มชำนาญก็หมดวาระ โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการที่ครบวาระ 7 ปี 4-5 คน ซึ่งถือว่าระยะเวลาสั้นเกินไป ตรงนี้พูดในฐานะนักวิชาการ ไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว"  

พร้อมกันนี้ นายนครินทร์ กล่าวถึงกรอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ยังไม่สามารถตอบได้ ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ตามปกติไม่ควรเกิน 1 ปี และคดีที่ผ่านมา เคยมีการพิจารณายาวที่สุดอยู่ที่ 11 เดือน ซึ่งไม่ควรจะเกินไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ต้องรอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ที่ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนเสียก่อน

ขณะเดียวกัน นายนครินทร์ ยังได้กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ ในโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ว่า สื่อและศาลต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน ปัจจุบันสภาพของสื่อมวลชนเปลี่ยนไปจากเดิมมากด้วยปัจจัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม 

นายนครินทร์ กล่าวด้วยว่า ศาลจะมีอำนาจพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อ มีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาเป็นคดีเท่านั้น ปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองบางเรื่อง หากไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นคดี ศาลก็ไม่สามารถตัดสินได้ การที่ศาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ ไม่ใช่ว่าศาลไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่เป็นเพราะไม่มีคดียื่นเข้ามา หากสังคมมีข้อสงสัยถึงมาตรฐานการลงโทษบุคคลต่างๆ จำต้องพิจารณาจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ และมีองค์ประกอบคดีอย่างไร

ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องการพลเมืองที่รู้เท่าทันทางการเมือง ชาญฉลาด และกล้าหาญ (Active Citizen) พลเมืองต้องรู้วิธีเขียนคำร้องให้เข้าองค์ประกอบคดีและต้องกล้าแสดงตัว ไม่ใช่การเขียนบัตรสนเท่ห์ 

นายนครินทร์ ยังได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า เมื่ออยู่ศาล การตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F (ออกหัวหรือออกก้อย) พร้อมระบุว่าตนเองต้องควบคุมการพูดให้เหมาะสม บางครั้งหากพูดเกินเลยก็จะมีเพื่อนร่วมงานผู้อาวุโสคอยตักเตือน

ส่วนความคาดหวังที่จะให้ศาลมีโฆษกนั้น ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่มีบุคคลใดมีความกล้าพอที่จะมาทำหน้าที่ และเชื่อว่าแม้จะมีโฆษก สื่อก็อาจไม่ไปสัมภาษณ์อยู่ดี ขณะเดียวกัน การให้ตุลาการไปแถลงชี้แจงคำตัดสินเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร มองว่าหน้าที่การอธิบายคำตัดสินเป็นของสื่อมวลชน  

อย่างไรก็ตาม ศาลยินดีรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชม หรือ ตักเตือนเมื่อเกิดความผิดพลาด แต่ขอให้กระทำด้วยความสุภาพ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลบังคับใช้อยู่ โดยศาลเคยเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 ท่านมาพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นนี้จนเป็นที่เข้าใจตรงกันมาแล้ว

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้เปรียบเทียบตุลาการกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่า อาจารย์แพทย์มี 2 ประเภท คือ ศาสตราจารย์แพทย์ ที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และ ศาสตราจารย์คลินิก ที่ทำการผ่าตัดเป็นประจำแต่ไม่ชอบสอนหนังสือ เมื่อผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด มักจะเชื่อมั่นในฝีมือของศาสตราจารย์คลินิกมากกว่า 

เช่นเดียวกับตุลาการ ที่ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี แตกต่างจากนักวิชาการบางท่าน ที่อาจสอนหนังสือเก่ง เข้าใจภาพรวมการแพทย์ แต่ขาดความเข้าใจในภาคปฏิบัติ หรืออาจมีความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว

ในช่วงท้าย นายนครินทร์ ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุดตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี โดยระบุว่าช่วงปี 2540 จากความผิดพลาดในการนับคะแนนลงมติคดีวินิจฉัยการยื่นทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักในชื่อคดี 4:4:7 ซึ่งมีการรวมมติผิดพลาดในการพิจารณา