
มติป.ป.ช.ส่งคดี“บิ๊กโจ๊ก”ให้ตำรวจดำเนินคดีอาญา ปมเว็บพนันออนไลน์
ป.ป.ช.ส่งคดี “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก ปมเรียกรับผลประโยชน์เว็บพนันออนไลน์ คืนพนักงานสอบสวน เดินหน้าคดีอาญา ขยายผลเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
KEY
POINTS
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดีอาญาของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) และพวก ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บพนันออนไลน์ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ
- ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า คดีมีความเกี่ยวพันกันในหลายฐานความผิด ทั้งที่อยู่ในและนอกอำนาจของ ป.ป.ช. และการสอบสวนของตำรวจมีความคืบหน้าไปมากแล้ว
- การให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ จะทำให้คดีมีประสิทธิภาพและสามารถขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ แต่หากพบเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตในหน้าที่ ต้องรายงานกลับมาให้ ป.ป.ช. พิจารณา
วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 32/2569 โดยมีมติให้ส่งเรื่องกล่าวหา บิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก กรณีถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีอาญามายังสำนักงาน ป.ป.ช. รวม 3 สำนวน เพื่อให้พิจารณา ได้แก่
สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 724/2566 ตามคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 593/2566 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ซึ่งกล่าวหา พันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิสมัย กับพวก โดยต่อมาถูกนำมารวมพิจารณากับเรื่องกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กับพวก
สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 391/2566 ซึ่งพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 58/2567 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งเรื่องกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กับพวก
เรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจาก กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล
โฆษก ป.ป.ช. ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหาทั้ง 3 สำนวน เป็นคดีที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนไปแล้ว และมีลักษณะคดีเกี่ยวพันกันในหลายฐานความผิด ทั้งความผิดที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และความผิดที่อยู่นอกอำนาจของ ป.ป.ช. อีกทั้งยังมีการขยายผลจากการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
นอกจากนี้ คดีดังกล่าวมีความคืบหน้าในการสอบสวนไปพอสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นว่า การให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนต่อ รวมทั้งขยายผลเพื่อระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม จะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมและทำให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ มติดังกล่าวดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง และมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 รวมถึงระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561
อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือขยายผลแล้วพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พร้อมรายงานผลกลับมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป






