thansettakij
thansettakij
ป.ป.ช.ฟัน 2 อดีตรองอธิบดี พม. คดีทุจริตเงินคนจน หักหัวคิว 15–30% ส่งนาย

ป.ป.ช.ฟัน 2 อดีตรองอธิบดี พม. คดีทุจริตเงินคนจน หักหัวคิว 15–30% ส่งนาย

26 มี.ค. 69 | 09:32 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 10:02 น.

ป.ป.ช.มีมติชี้มูล 2 อดีตรองอธิบดี พม.ทุจริตงบช่วยผู้มีรายได้น้อย-คนไร้ที่พึ่ง พบหักเงิน 15–30% เข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจ เตรียมฟ้องศาลเอาผิดยกก๊วน

KEY

POINTS

  • ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) 2 ราย คือ นายณรงค์ คงคำ และ นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ในคดีทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย
  • นายณรงค์ คงคำ สั่งการให้หน่วยงานใน จ.ขอนแก่น หักเงินงบประมาณ 15-20% ส่งคืนให้ผู้บริหาร โดยจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิ์ไม่เต็มจำนวน
  • นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ สั่งการให้ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สุราษฎร์ธานี หักเงินงบประมาณ 30% ส่งคืนให้ตนเอง โดยใช้วิธีการเบียดบังเงินในลักษณะเดียวกัน

วันนี้ (26 มี.ค. 69) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายณรงค์ คงคำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวก ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่จัดสรรให้กับนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ก่อนที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้แก่นิคมสร้างตนเองต่าง ๆ นายณรงค์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ร่วมกับ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งเสียชีวิตก่อนดำเนินการไต่สวน 
สั่งการไปยังนิคมสร้างตนเอง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ว่า

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จะจัดสรรเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้แก่ นิคมสร้างตนเองต่าง ๆ โดยจะต้องนำเงินส่งกลับคืนให้แก่ผู้บริหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 - 20 ของเงินงบประมาณที่ได้รับ 

ต่อมาเมื่อนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้รับโอนเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวน 6,500,000 บาท แล้ว เจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จะนำแบบสำรวจผู้ประสบปัญหาทางสังคมและแบบใบสำคัญรับเงินเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไปให้กลุ่มอาชีพลงลายมือชื่อ เพื่อใช้ในการขอเบิกเงินสงเคราะห์ 

โดยเจ้าหน้าที่จะระบุจำนวนเงินที่เสนอขออนุมัติเต็มจำนวนที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัว ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 จำนวนรายละ 3,000 บาท และเมื่อ นางปิยวรรณ์  นรเศรษฐโกศล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์แล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็คจะเบิกถอนเงินดังกล่าวมาให้ นางปิยวรรณ์  นรเศรษฐโกศล เป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะจ่ายและหักเงินเก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว ด้วยการนำเงินสงเคราะห์ไปจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเพียงรายละ 1,000 บาท หรือ 750 บาท  

สำหรับกรณีที่เป็นการจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคแจกจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งตามฎีกาเบิกจ่ายเงิน จำนวน 500 ชุด ๆ ละ 1,000 บาท นั้น นางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล ได้ติดต่อขอซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคจากร้านค้าเพียงชุดละ 450 บาท แล้วให้ร้านค้ามอบเงินส่วนต่างให้กับตน ทั้งนี้ เพื่อนำเงินที่หักเก็บไว้ดังกล่าวรวมจำนวน 1,950,000 บาท ส่งมอบให้กับนายณรงค์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตามที่ได้สั่งการไว้

ต่อมาในเดือนเมษายน 2560 นายณรงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. ได้แจ้งให้ นางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จัดทำคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์เพิ่มเติม มายังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการอีก จำนวน 5,000,000 บาท โดยให้นำเงินส่งกลับคืนผู้บริหารไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 – 20 ของเงินงบประมาณที่ได้รับ ทั้งที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าว 

และเมื่อนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้รับโอนเงินอุดหนุนสงเคราะห์เพิ่มเติมแล้ว นางปิยวรรณ์  นรเศรษฐโกศล ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ และนำเงินไปจ่ายให้แก่กลุ่มอาชีพไม่ครบถ้วนตามหลักฐานการจ่ายเงินในลักษณะเดิม แล้วนำเงินที่หักเก็บไว้จำนวน 1,270,000 บาท ส่งมอบให้กับ นายพุฒิพัฒน์  เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตามที่ได้รับสั่งการจากนายณรงค์  

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1.การกระทำของ นายณรงค์ คงคำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) 

และการกระทำของนายณรงค์ คงคำ ในฐานะผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 171) ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

2. การกระทำของ นางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

สำหรับการดำเนินการทางวินัย เนื่องจากสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีคำสั่งลงโทษไล่ นายณรงค์ ออกจากราชการ และลงโทษปลด นางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล ออกจากราชการ ในการกระทำผิดนี้เหมาะสมแก่กรณีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยอีก ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ 

3.การกระทำของเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องจากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำการอันมีมูลความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี 

และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีมติชี้มูลความผิด นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับพวก ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่จัดสรรให้กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า

เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ก่อนที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จะอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่พึ่งให้กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดต่าง ๆ ในเขตภาคใต้ นายธีรพงษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จะเป็นผู้คัดเลือกศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่สามารถพูดคุยตกลงกันได้ เพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้ โดยมีเงื่อนไขให้ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งต้องนำส่งเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรร้อยละ 30 คืนให้แก่ตนเอง 

พร้อมทั้งแจ้งว่า หากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งใด ไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ได้ ก็จะสั่งย้ายและจะให้ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งอื่นมาดำเนินการแทน 

ต่อมากรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้จัดสรรเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 (งบเพิ่มเติม) ให้แก่ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท โดยให้ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหนังสือขอรับการจัดสรรงบประมาณย้อนหลัง 

และเมื่อ นายธนวัฒน์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 จำนวนรายละ 3,000 บาท แล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จะเบิกถอนเงินดังกล่าวมาให้ นายธนวัฒน์ ภู่พลับ ดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินตามใบสำคัญรับเงิน แต่จ่ายไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ 

โดยผู้มีสิทธิรับเงินได้รับเงินเพียงรายละ 500 – 2,000 บาท หรือไม่ได้รับเงินเลยแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เพื่อนำเงินส่วนที่หักเก็บไว้จำนวนร้อยละ 30 ของงบประมาณที่ได้รับ ส่งมอบให้กับนายธีรพงษ์ จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท โดยมี นายชัยชาติ มหาสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง เป็นผู้ประสานงานติดตามให้มีการส่งคืนเงินดังกล่าว ตามคำสั่งการของนายธีรพงษ์ 

ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว เห็นว่า 1.การกระทำของ นายธีรพงษ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

2. การกระทำของ นายธนวัฒน์ ภู่พลับ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  

3.การกระทำของนายชัยชาติ มหาสุวรรณ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

4. การกระทำของเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เกี่ยวข้องมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง หรือข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ตามพฤติการณ์แต่ละกรณี

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป