
นายกฯ ยอมรับ นำรายชื่อ ครม. อนุทิน 2 ทูลเกล้าฯ แล้ววันนี้
นายกฯ อนุทิน ยอมรับ นำรายชื่อ ครม. ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ววันนี้ หลังช่วงเช้าหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 เป็นครั้งสุดท้าย
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยอมรับโดยการพยักหน้าว่าได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว
- ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย
- รายชื่อรัฐมนตรีได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจากหลายหน่วยงาน เช่น ประวัติอาชญากรรม การทุจริต และสถานะการล้มละลาย
- หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว รัฐบาลพร้อมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที
30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเป็นรอบที่สอง หลังจากเมื่อช่วงเช้าเดินทางเข้ามาและเดินทางออกไปโดยทันที ที่ลงรถยนต์ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้นำรายชื่อครม.ขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ได้หันหน้าพร้อมใช้มือป้องหู ฟังคำถาม ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ แทนการตอบคำถาม ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยไปทันที
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอนุทิน เดินทางมาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติ ครม.อนุทิน 2 เป็นครั้งสุดท้าย โดยนายอนุทิน เปิดเผยถึงความเรียบร้อยของรายชื่อคณะรัฐมนตรีก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลยโดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯให้เร็วที่สุด เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วหรือไม่ โดยนายอนุทิน ระบุว่า มีปัญหาก็ต้องตัดออก และ 35 รายชื่อก็อยู่ที่ตนหมดแล้วแต่ยังไม่ได้ลงนามรับรองจึงต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจนก่อน
ส่วนความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากมีการโปรดเกล้าฯ และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยสามารถแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาได้ทันที อย่างไรก็ดี สำหรับกรอบที่มีการระบุว่า ได้วางไว้ระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย. หรือไม่นั้น นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังระบุวันไม่ได้ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาและเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ก่อน
สำหรับหน่วยงานหลักที่ทำการตรวจประวัติ รัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน 2 มีหลายหน่วยงานด้วยกัน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษคุก ขณะที่ สำนักงานศาลยุติธรรม ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือคำพิพากษาของศาล
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดเรื่องการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ หรือการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำงานตรวจสอบว่า กรณีเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่ กรมบังคับคดี จะตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน) และสำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องและคดีอาญา เป็นต้น






