
ศบก. ตั้งคณะทำงาน ช่วยเรือพาณิชย์ไทยตกค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ
ศบก. เห็นชอบตั้ง 'คณะทำงานบูรณาการ' วางระบบช่วยเรือพาณิชย์ไทยที่ตกค้างพื้นที่เสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก เร่งวางแผนเดินเรือพร้อมประสานเครือข่ายทูตทั่วโลกหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง
KEY
POINTS
- ศบก. มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานบูรณาการเพื่อช่วยเหลือเรือพาณิชย์ไทยที่ตกค้างในช่องแคบฮอร์มุซ
- การจัดตั้งมีสาเหตุจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่สูงขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือ
- เป้าหมายของคณะทำงานคือเพื่อให้เรือพาณิชย์ไทยสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ พร้อมยกระดับการสื่อสารกับนานาประเทศ
30 มีนาคม 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ประจำส่วนกลาง) ร่วมแถลงมาตรการรับมือสถานการณ์พลังงานและค่าครองชีพ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
นายปาณิดล รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า มีความตึงเครียดสูงขึ้นจากการที่อิหร่านยึดเรือที่เกี่ยวข้องกับบางประเทศบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกลุ่มฮูตีในเยเมนได้ประกาศเข้าร่วมการสู้รบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในการเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบบับ เอล-มันเดบ
นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้เตือนว่า จะโจมตีเป้าหมายทางทหารและสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอ่าว เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีมหาวิทยาลัยในเตหะราน เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สำหรับความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยและผลประโยชน์ของชาติ แม้เรือพาณิชย์ไทยบางลำจะสามารถเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ที่ประชุม ศบก. จึงเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานบูรณาการเพื่อช่วยเหลือเรือพาณิชย์ไทยที่ตกค้างให้เดินทางออกได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ พร้อมยกระดับการสื่อสารกับนานาประเทศอย่างใกล้ชิด
นายปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในประเทศต่างๆ ว่า ในช่วงที่น่านฟ้าอิสราเอลปิดและเที่ยวบินมีจำกัด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานกับสถานทูตไทยในจอร์แดนเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับ ส่วนกรณีโอมานและเยเมน ภายหลังกองกำลัง IRGC โจมตีกองกำลังผสมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ไม่พบชาวไทยได้รับบาดเจ็บ และได้แจ้งเตือนคนไทยในเยเมนให้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงกลับประเทศไทยหรือไปยังประเทศที่สามแล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,532 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต
ด้านนายวีรพัฒน์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์พลังงานว่า ตลาดน้ำมันโลกยังคงมีความผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อวันที่ 27 มีนาคม อยู่ที่ระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปบีบตัวในระดับมากกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเคยพุ่งสูงสุดถึง 240 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงเกินกว่า 2 เท่า สำหรับประเทศไทย ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลยังคงอยู่ที่ 38.90 บาทต่อลิตร ปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 30 โดยได้รับการสมทบจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 4.05 บาทต่อลิตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 34) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ปรับราคาสูงขึ้นมาก เช่น มาเลเซียปรับขึ้นร้อยละ 50 เป็น 45.41 บาทต่อลิตร รวมถึงเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว ที่ปรับขึ้นร้อยละ 10-50 ส่วนค่าการตลาดเฉลี่ย 2 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ช่วงก่อนวิกฤตที่ประมาณ 2 บาทบวกลบ
รองปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงปริมาณน้ำมันว่า ดีเซลหมุนเร็วมีการผลิตที่ 55 ล้านลิตร มีสถิติการจำหน่ายรวม 82.326 ล้านลิตร แบ่งเป็น หน้าปั๊ม 67.66 ล้านลิตร และผ่านจ๊อบเบอร์ อุตสาหกรรม หรือราชการ 15 ล้านลิตร ส่วนเบนซินมีการผลิตประมาณ 20 ล้านลิตร และมีการจำหน่าย 32 ล้านลิตร แบ่งเป็นหน้าปั๊ม 30 ล้านลิตร และผ่านจ๊อบเบอร์ 1.8 ล้านลิตร โดยกระทรวงได้ออกประกาศให้ผู้ค้ามาตรา 7 โชว์ราคาหน้าโรงกลั่น ติดป้ายปริมาณคงเหลือให้ชัดเจน และรายงานข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานทุกวันภายใน 17.00-18.00 น. โดยห้ามขายเกินราคาที่ สนพ. แนะนำ
ขณะเดียวกันกรมธุรกิจพลังงานร่วมกับพลังงานจังหวัด 76 แห่ง ได้เข้าตรวจคลังน้ำมัน 53 แห่ง พร้อมพัฒนาระบบ E-gateway ให้ผู้ค้ามาตรา 7 ทยอยเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ในปี 2569 นอกจากนี้ยังกำหนดให้ลูกค้ารายใด ที่ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ต้องถูกรายงานข้อมูลทุกวัน เพื่อป้องกันการกักตุน ซึ่งผลการจับกุมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พบผู้กระทำผิดในอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี 3 ราย (เปรียบเทียบปรับ 2 ราย และอีก 1 รายมีน้ำมัน 18,000 ลิตร อยู่ระหว่างดำเนินคดี) และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พบอีก 2 แห่งในพื้นที่บางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีถังแกลลอนกว่า 60 ถัง ซึ่ง DSI และตำรวจกำลังตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดต้นทุน กระทรวงได้ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ทำให้ราคาถูกลง 5 บาทต่อลิตร โดย ปตท. และ PTG ได้เริ่มจำหน่ายแล้ว
นายประคัลร์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ประจำส่วนกลาง) ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้ารวม 3,477 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5 - 27 มีนาคม พบผู้กระทำผิดและดำเนินคดีแล้ว 15 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา ขณะที่การรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 มีคำร้องสะสม 429 คำร้อง ตรวจสอบแล้ว 263 คำร้อง ลงโทษผู้กระทำผิด 29 ราย และอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบอีก 51 คำร้อง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระประชาชน กระทรวงจะเริ่มโครงการ "ไทยช่วยไทย" พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2569 นำสินค้ากว่า 1,000 รายการลดราคาสูงสุดร้อยละ 50 โดยได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของห้างแม็คโครและโลตัส สาขานครอินทร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต และโกโฮลเซลล์ สาขารังสิต ควบคู่กับการจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดกว่า 500 จุด และรถโมบายเคลื่อนที่ที่จะเริ่มให้บริการในพื้นที่ห่างไกลที่ จ.ปราจีนบุรี ในเดือนเมษายน และ จ.ตราด หลังเทศกาลสงกรานต์ พร้อมมีมาตรการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษผ่านตลาดกลาง กทม. เพื่อลดต้นทุนให้ร้านข้าวแกง
นอกจากนี้ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมขับเคลื่อนโครงการ "ปุ๋ยธงเขียวพลัส" เพื่อต่อยอดส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรที่มีบัตรดินดี ได้รับมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โครงการนี้จะเริ่มในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนที่ จ.กำแพงเพชร ก่อนขยายไปยัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายลดต้นทุน 1 ล้านกระสอบ
นอกจากนี้ ในด้านห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อช่วยเรือขนส่งวัตถุดิบไทยออกจากช่องแคบฮอร์มุซ และมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน เพื่อขยายโอกาสทางการค้ากับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและลาตินอเมริกา เพื่อรักษาระดับการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด






