

KEY
POINTS
ท่ามกลางฝุ่นตลบทางการเมืองที่เริ่มจางลง พร้อมกระแสข่าวการวางตัว “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เต็งหนึ่งขุนคลังคนใหม่ในรัฐบาลหน้า ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย สปอตไลต์เศรษฐกิจจึงฉายจับไปที่นโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” ทันที แต่เมื่อกางตัวเลขในกระเป๋าเงินประเทศดูแล้ว กลับพบ “กับดักทางการคลัง” ขนาดใหญ่ ที่อาจทำให้โครงการในฝันนี้ กลายเป็นโจทย์หินที่ยากกว่าการหาเสียง
“ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบพบสัญญาณ ที่ชี้ว่าเส้นทางของเม็ดเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจก้อนนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และอาจมาช้ากว่าที่คิดกับดักงบกลางปี 69: “เงินหน้าตัก” ที่ไม่พอจ่าย
โจทย์แรกคือเรื่องของ “กระสุนดินดำ” ที่มีอยู่จริง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ 2569 เหลือวงเงินคงเหลือเพียง 40,000 ล้านบาท
ในขณะที่การประเมินเบื้องต้นของ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ต้องใช้วงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่นายเอกนิติมีความหวังที่จะดันโครงการนี้ให้ไปถึง 44,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงที่น่ากังวล หากรัฐบาล (ไม่ว่าจะรักษาการหรือชุดใหม่) ตัดสินใจเทหมดหน้าตักใช้งบปี 69 ดันโครงการนี้ นอกจากเงินจะยังขาดอีก 4,000 ล้านบาทแล้ว ประเทศจะตกอยู่ในภาวะ “ไร้กันชน” ทันที หากเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตฉุกเฉินในช่วงปลายปีงบประมาณ จะไม่มีเม็ดเงินเหลือให้แก้ไขสถานการณ์ได้เลย การฝืนใช้งบก้อนนี้จึงแลกด้วยความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ
เมื่อเงินปี 69 ไม่พอ ความหวังจึงถูกโยนไปที่ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แต่ไทม์ไลน์ทางการเมืองกลับไม่เอื้ออำนวย
ตามปฏิทินงบประมาณ หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุดตามกฏหมายและผ่านขั้นตอนต่างๆ กว่าพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะประกาศใช้ได้จริงจะเป็นช่วงต้นเดือนตุลาคมซึ่งจะเหลื่อมจากปีงบประมาณไปเล็กน้อย แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า งบประมาณปี 70 ที่จะใช้ได้จะช้าสุดคือช่วง เดือนธันวาคม 2569 ซึ่งล่าช้ากว่าต้นปีงบประมาณ (ต.ค.) ไปถึง 3 เดือน
คำถามคือ ระหว่างเดือน ต.ค. - พ.ย. 69 จะใช้งบฯ พลางก่อนนำมาใช้กับโครงการ “คนละครึ่งได้หรือไม่” คำตอบคือ “ไม่ได้” สำหรับโครงการนี้ เพราะกฎหมายระเบียบงบประมาณระบุชัดเจนว่า งบไปพลางก่อน ห้ามใช้กับโครงการลงทุนใหม่ หรือมาตรการใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับอนุมัติ
ดังนั้น “คนละครึ่ง พลัส” ในฐานะโครงการใหม่ จึงถูกล็อกด้วยเงื่อนไขเวลา ต้องรอจนกว่า พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 จะมีผลบังคับใช้เท่านั้น ความฝันที่จะเห็นเงินหมุนเวียนในช่วงต้นไตรมาส 4 ปี 69 จึงเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเสียแต่ว่า จะแบ่งงบประมาณใช้ปี 69 เป็น 20,000 กว่าล้านบาท และงบประมาณปี 70 อีก 20,000 กว่าล้านบาท ให้สมชื่อ “คนละครึ่ง” ตามชื่อโครงการ แต่ก็มีเสียงทักท้วงว่าตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ได้อาจไม่เทียบกับการลงโครงการใหญ่เพียงครั้งเดียว
ความเป็นไปได้ “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” โครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ ประชาชนอาจต้องรอจนถึง เดือนธันวาคม 2569 โดยใช้งบประมาณปี 2570 เต็มรูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหางบกลางไม่พอและข้อจำกัดของงบพลางก่อน
ขณะที่ภาคเอกชนหลายภาคส่วนออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการ “คนละครึ่งพลัส” แม้งบประมาณมีข้อจำกัดและอาจทำได้เพียงเฟสแรก วงเงินลดลงเหลือประมาณ 800 บาทต่อคน ไม่เต็มเหมือนรอบก่อนหน้า ก็ยังถือว่าเป็นมาตรการที่ควรทำ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวให้ผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน โดยเห็นพ้องว่าเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่ได้ผลเชิงประจักษ์ และควรเร่งดำเนินการโดยเร็วมากกว่ารอใช้งบปีถัดไป
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า จุดแข็งของโครงการคนละครึ่งคือการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนโดยตรง ผ่านการช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าและบริการ ทำให้ประชาชนสามารถซื้อของได้มากขึ้นในงบประมาณเท่าเดิมขณะเดียวกันผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านค้ารายเล็ก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อเฉพาะร้านอาหาร แต่กระจายรายได้ไปถึงร้านค้ารายย่อยจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ตรงจุด”
ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องรอใช้งบประมาณปีถัดไป ส่งผลให้โครงการคนละครึ่งต้องเลื่อนออกไปจนถึงช่วงปลายปี นางฐนิวรรณมองว่า แม้มาตรการจะเริ่มช้าลง แต่ยังคงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อได้รับสิทธิ์ ย่อมมีการนำเงินไปใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งจากปัจจัยในประเทศและเศรษฐกิจโลก
หากรัฐบาลใช้งบประมาณประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง จะทำให้เกิดมูลค่าการใช้จ่ายในระบบไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในเชิงเศรษฐกิจจริง อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงต้น จะให้ผลดีกว่าการรอไปจนถึงปลายปี เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว การอัดฉีดเม็ดเงินเร็วจะช่วยพยุงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการได้มากกว่า
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในสภาวะป่วยหนัก หากเป็นโครงการคนละครึ่งพลัสอาจสามารถทำให้เกิดขึ้นได้เร็วกว่า และพึ่งพาตัวเองได้ เป็นประโยชน์กับประเทศในภาวะปัจจุบันมาก สมมุติว่าถ้าเริ่มได้ทันทีเร็วที่สุดโดยไม่มีงบประมาณ แต่ใช้งบประมาณในส่วนที่จำกัด ซึ่งเฟสแรกของปีได้แค่ 800 บาท ก็ย่อมดีกว่าไม่ได้อะไร เพราะผู้ใช้ลงทุน 800 บาท ได้อีก 800 บาท เงินก็สะพัดแล้ว สามารถเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายได้เป็นเท่าตัว คุ้มค่ากับการลงทุนและเห็นผลอยู่แล้ว ดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย
ด้านดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฝืดเคืองการนำคนละครึ่งกลับมาย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับรากหญ้า แม่ค้า ร้านค้า ร้านรถเข็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสม อย่าให้คนเสพติด ไม่เช่นนั้นคนก็จะรออย่างเดียว ควรจะทำควบคู่กับนโยบายอื่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพใหญ่
“อยากให้รัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัสในตอนนี้เลยเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อดีกว่าไปออกช่วยปลายปีเพราะรองบปีหน้า เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่ไม่ใช่ต้องไปกู้เงินมาเพื่อทำ เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาบางอย่างและสร้างปัญหาใหม่”
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอี ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด รัฐบาลอาจใช้ “กลยุทธ์สร้างแนวร่วม ขยายแนวรับ” โดยดึงผู้ประกอบการจากภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคการค้าส่ง ค้าปลีก และภาคบริการทุกขนาดที่มีสัดส่วน Local Content สูง เข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการ ผ่านการจัดส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติม ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์มของภาครัฐเป็นช่องทางในการลงทะเบียนและจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดความเป็นระบบ มีฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายในอนาคต รวมถึงช่วยให้ผลประโยชน์จากมาตรการครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ
ในกรณีที่จำเป็นต้องเลื่อนการดำเนินโครงการไปรองบประมาณปีถัดไป รัฐบาลควรเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรองรับเพิ่มเติม โดยยึดหลัก “ใช้งบน้อย แต่ได้ผลลัพธ์สูง” อาทิ การจัด “มหกรรมลดต้นทุนเกษตรกร” เพื่อลดราคาปุ๋ย อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร การจัด “มหกรรมดิจิทัล-AI เพื่อเศรษฐกิจไทย” เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัล คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต สัญญาณอินเทอร์เน็ต IoT ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และหลักสูตรอบรมต่าง ๆ ให้กับประชาชนและเอสเอ็มอีในราคาพิเศษ
อย่างไรก็ตามในช่วงที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านอื่นยังอ่อนแรง “การใช้จ่ายภาครัฐ” จึงเป็นแรงพยุงสำคัญ หากงบประมาณล่าช้า การลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสะดุด ทำให้แรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนกำลังลง และการฟื้นตัวเลื่อนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เผชิญความไม่แน่นอนหลังการยุบสภา ส่งผลให้การอนุมัติโครงการใหม่ถูกจำกัด หลายโครงการต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะโครงการที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไป ทำให้การตัดสินใจใช้งบประมาณในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างระมัดระวัง และอาจล่าช้า
ผลกระทบยิ่งชัดเจนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเปราะบางและเหตุอุทกภัยภาคใต้ที่กระทบครัวเรือนและผู้ประกอบการจำนวนมาก หากการจัดตั้งรัฐบาลและการอนุมัติงบประมาณล่าช้า มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูจะเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ควร กระทบความเชื่อมั่นและกิจกรรมเศรษฐกิจในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มประกาศใช้ล่าช้าจากกรอบปกติ หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ประเทศได้เฉพาะรายจ่ายประจำ ไม่สามารถเริ่มโครงการใหม่หรือเร่งลงทุนขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้เงินลงทุนภาครัฐหายจากระบบชั่วคราว
หน่วยวิจัยหลายแห่งประเมินว่า หากการเบิกจ่ายล่าช้าเพียงหนึ่งไตรมาส เม็ดเงินลงทุนอาจหายจากระบบ 50,000–70,000 ล้านบาทและฉุด GDP ลงราว 0.2–0.4%ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับภาวะฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง
ดังนั้น จังหวะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลและการประกาศใช้งบประมาณจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน หากเร่งรัดกระบวนการได้เร็ว ความเสี่ยงจะถูกจำกัด แต่หากยืดเยื้อ งบประมาณที่ล่าช้าอาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจในระยะใกล้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลใหม่จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า การทุ่มงบประมาณ เพื่อผลลัพธ์ที่เพียงแค่ “พยุงเศรษฐกิจ” ไม่ให้ทรุดตัวลงจากความล่าช้าของงบประมาณนั้น จะเป็นการใช้กระสุนนัดสำคัญที่คุ้มค่าหรือไม่ ในภาวะที่ประเทศต้องการแรงส่งที่มากกว่าแค่การประคองตัว