thansettakij
‘อัศวิน’ แม่ทัพบิ๊กซีชง 3 การบ้านรัฐบาลใหม่ เสถียรภาพ–อัดกำลังซื้อ–เปิดห้างร่วมรัฐ

‘อัศวิน’ แม่ทัพบิ๊กซีชง 3 การบ้านรัฐบาลใหม่ เสถียรภาพ–อัดกำลังซื้อ–เปิดห้างร่วมรัฐ

13 ก.พ. 2569 | 07:24 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.พ. 2569 | 09:09 น.

บิ๊กซีชี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งอัดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ สร้างความต่อเนื่องนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ชี้เอกชนมองเศรษฐกิจยังท้าทาย กำลังซื้อฟื้นไม่เต็มที่ เสนอเปิดทางห้างใหญ่ร่วมมาตรการรัฐ พร้อมเดินหน้าลงทุน 6–8 พันล้านบาทปีนี้

KEY

POINTS

  • เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
  • เรียกร้องให้ออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
  • เสนอให้เปิดโอกาสห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เข้าร่วมมาตรการของรัฐโดยตรง เพื่อช่วยเร่งการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

“อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ภาคเอกชนบิ๊กค้าปลีกชี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบายและอัดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ พร้อมเสนอเปิดทางให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการรัฐโดยตรง หวังเร่งการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบและเสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น ในเครือ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายว่า สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล คือ “เสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ” เพราะเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยหากนโยบายมีความชัดเจนและเดินหน้าได้ต่อเนื่อง จะช่วยให้ภาคเอกชนกล้าลงทุนและขยายกิจการมากขึ้น

ในมุมมองภาคค้าปลีก เศรษฐกิจปีนี้ยังอยู่ในภาวะท้าทาย กำลังซื้อในบางช่วงยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สะท้อนจากพฤติกรรมการจับจ่ายที่ยังระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม BJC ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดยมีกรอบงบลงทุนในปีนี้ราว 6,000–8,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและยกระดับธุรกิจค้าปลีกและแพลตฟอร์มการค้าในระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพตลาดไทย แม้ภาพเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการ นายอัศวินระบุว่า หัวใจสำคัญคือ “มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย” โดยเฉพาะการต่อยอดมาตรการในลักษณะเดียวกับ “คนละครึ่ง” ให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมมากขึ้น ที่ผ่านมา มาตรการลักษณะนี้ช่วยพยุงกำลังซื้อฐานรากและสร้างบรรยากาศการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล

 

ประเด็นที่เสนอเพิ่มเติม คือ การ “เปิดให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง” ในมาตรการของรัฐ ไม่ใช่เพียงบทบาททางอ้อมผ่านร้านค้าชุมชนเท่านั้น เหตุผลสำคัญคือ แพลตฟอร์มค้าปลีกขนาดใหญ่มีฐานลูกค้าจำนวนมากและมีความถี่ในการใช้บริการสูง หากภาครัฐเปิดช่องให้เข้าร่วมโดยตรง จะช่วยเร่งการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบได้เร็วขึ้นและหลายรอบมากขึ้น (multiplier effect) ขณะเดียวกันยังช่วยส่งต่ออานิสงส์ไปถึงผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน

นายอัศวินมองว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ไม่ควรดูเฉพาะ “การอัดเม็ดเงิน” แต่ต้องคำนึงถึง “ความเร็วในการหมุนเวียน” และ “ความเชื่อมั่น” ของผู้บริโภคควบคู่กัน หากผู้บริโภครู้สึกมั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ ก็จะกล้าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นรายได้ของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และรายได้ภาษีของรัฐในที่สุด

อีกมิติที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน หรือมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ เพราะการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เป็นการลงทุนระยะยาว ต้องอาศัยความชัดเจนของกติกาและทิศทางนโยบาย หากนโยบายเปลี่ยนบ่อยหรือขาดความต่อเนื่อง จะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนและทำให้ภาคธุรกิจชะลอแผนขยายกิจการ

 

‘อัศวิน’ แม่ทัพบิ๊กซีชง 3 การบ้านรัฐบาลใหม่ เสถียรภาพ–อัดกำลังซื้อ–เปิดห้างร่วมรัฐ

 

โดยสรุป ภาคเอกชนค้าปลีกต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เดินหน้า 3 เรื่องหลัก ได้แก่ (1) สร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ (2) เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่มีประสิทธิภาพ และ (3) เปิดให้แพลตฟอร์มค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง

เพื่อเร่งการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ เงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ความท้าทายยังคงอยู่ ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง BJC ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แม้ระยะสั้นจะยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบางก็ตาม

อย่างไรก็ตามว่า บิ๊กซีมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรผู้เช่า โดยปรับแนวคิดจากการดึงทราฟฟิกช่วงพีค สู่การสร้าง “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” ผ่านการพัฒนาพื้นที่ คัดสรรร้านค้า และการตลาดเชิงประสบการณ์ตลอดปี เพื่อให้ทุกสาขาเป็นจุดหมายปลายทางที่ลูกค้าอยากมาและกลับมาซ้ำ สร้างยอดขายที่มั่นคงให้คู่ค้าในระยะยาว

ปีนี้บริษัทวางงบลงทุน 6,000 - 8,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาใหญ่ในทำเลศักยภาพ ควบคู่กับการเร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็ก - ใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น

ปัจจุบัน บิ๊กซี เปิดให้บริการหลากหลายฟอร์แมท รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,696 สาขา ประกอบด้วย ไฮเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 153 สาขา มาร์เก็ต 36 สาขา ฟู้ดเพลส 7 สาขา บิ๊กซี มินิ 1,490 สาขา โดยคิดเป็นพื้นที่ค้าปลีก ราว 1.3 ล้านตารางเมตร และพื้นที่ให้เช่าราว 1.0 ล้านตารางเมตร พร้อมฐานสมาชิกบิ๊กพอยต์อีก 22.1 ล้านราย (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 เฉพาะประเทศไทย)