

KEY
POINTS
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นหนึ่งในสนามเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ภายใต้แรงกดดันที่ถาโถมมายัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากหลายทิศทาง ทั้งพรรคการเมือง นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้สมัคร และ ภาคประชาชน
คำว่า “กกต.ตำบลกระสุนตก” ถูกใช้ในโลกออนไลน์เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์ที่องค์กรจัดการเลือกตั้งกำลังเผชิญกับข้อวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน ทั้งในเชิงเทคนิค กฎหมาย และความเชื่อมั่นทางการเมือง
“ฐานเศรษฐกิจ”รวบรวมประเด็นปัญหาหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นร้องเรียนและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
1. ปมร้อน “บาร์โค้ด-QR Code”บนบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงกระทบหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ” หรือไม่?
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด คือ การพบว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า อาจสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วบัตร และลำดับผู้ใช้สิทธิในบัญชีรายชื่อได้
ข้อกังวลหลักมี 3 ประเด็นสำคัญ:
• หมายเลขบนบัตรตรงกับต้นขั้ว
• มีรหัสเฉพาะ (Unique Code) บนบัตรบางประเภท
• หากมีฐานข้อมูล “แมปปิ้ง” (Mapping) อาจตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร
ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ระบบดังกล่าวเปิดช่องให้ “ติดตามย้อนหลัง” (tracking) การลงคะแนน จะกระทบหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ
ขณะเดียวกัน กกต. ชี้แจงในเบื้องต้นว่า รหัสดังกล่าวมีไว้เพื่อควบคุมความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลง รวมถึงระบุหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้ใช้เพื่อระบุตัวบุคคล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้ถูกยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้วในหลายคำร้อง
2. จำนวนบัตร “ไม่สอดคล้อง” ผู้มาใช้สิทธิ
มีรายงานจากบางหน่วยเลือกตั้งว่า
• จำนวนบัตรที่ใช้จริง
• จำนวนบัตรคงเหลือ
• จำนวนผู้ลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อ
ไม่สอดคล้องกันในบางพื้นที่ แม้หลายกรณีอาจเป็นความผิดพลาดทางเอกสารหรือการกรอกข้อมูล แต่ในบริบทที่ความเชื่อมั่นกำลังสั่นคลอน ตัวเลขที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที
3. ระบบรายงานผลคะแนน “ไม่เสถียร”
คืนวันเลือกตั้ง มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ที่บางช่วงเกิดความล่าช้า หรือข้อมูลบางหน่วยไม่ปรากฏทันที
แม้ กกต. จะระบุว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่ในยุคที่ประชาชนคาดหวังความโปร่งใสสูง ความไม่เสถียรของระบบถูกมองว่าเป็น “ช่องว่างแห่งความสงสัย”
4. กระบวนการจัดพิมพ์บัตร–เอกสารเลือกตั้ง
มีผู้ร้องบางรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสเปกบัตรเลือกตั้ง การกำหนดรูปแบบรหัส และกระบวนการจัดพิมพ์ ว่าโปร่งใสเพียงใด มีการแข่งขันเสนอราคาตามระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่
แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่า มีการกระทำผิด แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อองค์กรจัดการเลือกตั้ง
5. ซื้อเสียง–ความหวาดระแวงใหม่
อีกมิติหนึ่งที่ถูกหยิบยก คือ หากบัตรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จริง จะกระทบพฤติกรรมการซื้อเสียงอย่างไร
นักวิจารณ์บางส่วนมองว่า หากผู้จ่ายเงินสามารถตรวจสอบได้ว่า “กาให้หรือไม่” อาจนำไปสู่การคุกคามประชาชน ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่า การออกแบบระบบไม่มีฐานข้อมูลเชื่อมโยงเช่นนั้น และข้อกังวลดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐาน
6. เสียงจากภาควิชาการ: ต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่น
สถาบันพระปกเกล้า ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงต่อสาธารณะโดยเร็ว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน
สถาบันฯ ยังเน้นว่า การที่ประชาชนร่วมตรวจสอบถือเป็นปรากฏการณ์เชิงบวกของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่ต้องควบคู่กับการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัล
7. เส้นทางกฎหมาย: โมฆะหรือไม่?
หากจะให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กกต.ไม่มีอำนาจประกาศให้การเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นโมฆะเอง
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากเหตุไม่เป็นความลับ หรือจัดเลือกตั้งไม่พร้อมกัน (เลือกตั้งปี 2549) ดังนั้น คำถามสำคัญคือ
บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เข้าข่าย “ไม่ลับ” หรือไม่?
หรือเป็นเพียงมาตรการความปลอดภัยที่ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน?
วิกฤตความเชื่อมั่นมากกว่าวิกฤตกฎหมาย
ในเชิงกฎหมาย ข้อกล่าวหาทั้งหมดต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน
ในเชิงการเมือง สิ่งที่เสียหายไปแล้วคือ “ความไว้วางใจ”
คำว่า “กกต.ตำบลกระสุนตก” อาจสะท้อนภาพความรู้สึกของสังคมในช่วงเวลานี้ แต่คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส ชัดเจน และ อธิบายได้
เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความถูกต้องทางเทคนิคอาจไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่เชื่อมั่นในความเป็นธรรมของกระบวนการ...
รายงานพิเศษโดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์