

KEY
POINTS
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) และนักวิชาการ โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นบัตรเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงต้นทุนการจัดพิมพ์และระบบความปลอดภัยของบัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
นายสมชัย ระบุว่า บัตรเลือกตั้งที่จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีต้นทุนไม่น้อย โดยมีข้อมูลว่า บัตรสีชมพูราคาประมาณใบละ 1.40 บาท บัตรสีเขียว 1.20 บาท และบัตรสีเหลือง 1.00 บาท ซึ่งให้โรงพิมพ์ 3 แห่งร่วมกันผลิตประเภทละประมาณ 56 ล้านใบ สะท้อนว่าบัตรดังกล่าวต้องมีมาตรฐานหรือคุณสมบัติพิเศษด้านความปลอดภัย
พร้อมอธิบายว่า สเปกการพิมพ์บัตรเลือกตั้งอยู่ในระดับสูง มีการออกแบบลวดลายเฉพาะตัว มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ส่องจึงจะเห็น รวมถึงมีตัวอักษรขนาดเล็กมาก (Micro Text) ซ่อนอยู่ ซึ่งต้องใช้แว่นขยายจึงจะมองเห็น โดยทั้งหมดถือเป็น “รหัสลับ” ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ สอดคล้องกับระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 129 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษเพิ่มเติมในบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร โดยนายสมชัยเน้นย้ำว่า วัตถุประสงค์ของมาตรการดังกล่าวคือ “เพื่อป้องกันการปลอมแปลง” ไม่ใช่เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิ
ทั้งระบุเพิ่มเติมว่า หากบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึง “เล่มที่” และ “เลขที่บัตร” ได้ และเมื่อประกอบกับระบบควบคุมการแจกจ่ายเล่มบัตรประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งมีการบันทึกลำดับผู้มาใช้สิทธิไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.1/3) ก็อาจทำให้สามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
โดยเฉพาะกรณีบัตรสีชมพูที่มีการระบุว่ามีบาร์โค้ด ซึ่งเมื่อสแกนแล้วจะแสดง “เลขที่บัตร” และเลขดังกล่าวถูกสร้างจากสูตรที่สามารถย้อนกลับไปหา “เล่มที่” ได้ หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน่วยเลือกตั้ง และเชื่อมโยงกับลำดับรายชื่อผู้ใช้สิทธิได้
นายสมชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งกำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและ “ลับ” พร้อมทิ้งท้ายตั้งคำถามว่า กรณีนี้จะกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่บานปลายหรือไม่
ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่า จะมีการตรวจสอบหรือยื่นคำร้องตามกระบวนการกฎหมายต่อไปหรือไม่