thansettakij
อดีตกกต.ชี้ปม“บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง"เสี่ยงไม่เป็น“ความลับ”

อดีตกกต.ชี้ปม“บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง"เสี่ยงไม่เป็น“ความลับ”

13 ก.พ. 2569 | 05:12 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.พ. 2569 | 05:18 น.

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ห่วงกรณี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” อาจถูกใช้ตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิ ขัดหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85

KEY

POINTS

  • นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. แสดงความกังวลว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ
  • บาร์โค้ดสามารถใช้ตรวจสอบย้อนกลับไปยัง "เล่มที่" และ "เลขที่บัตร" ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับลำดับผู้มาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง และระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
  • การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) และนักวิชาการ โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นบัตรเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงต้นทุนการจัดพิมพ์และระบบความปลอดภัยของบัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

นายสมชัย ระบุว่า บัตรเลือกตั้งที่จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีต้นทุนไม่น้อย โดยมีข้อมูลว่า บัตรสีชมพูราคาประมาณใบละ 1.40 บาท บัตรสีเขียว 1.20 บาท และบัตรสีเหลือง 1.00 บาท ซึ่งให้โรงพิมพ์ 3 แห่งร่วมกันผลิตประเภทละประมาณ 56 ล้านใบ สะท้อนว่าบัตรดังกล่าวต้องมีมาตรฐานหรือคุณสมบัติพิเศษด้านความปลอดภัย

พร้อมอธิบายว่า สเปกการพิมพ์บัตรเลือกตั้งอยู่ในระดับสูง มีการออกแบบลวดลายเฉพาะตัว มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ส่องจึงจะเห็น รวมถึงมีตัวอักษรขนาดเล็กมาก (Micro Text) ซ่อนอยู่ ซึ่งต้องใช้แว่นขยายจึงจะมองเห็น โดยทั้งหมดถือเป็น “รหัสลับ” ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง

ทั้งนี้ สอดคล้องกับระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 129 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษเพิ่มเติมในบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร โดยนายสมชัยเน้นย้ำว่า วัตถุประสงค์ของมาตรการดังกล่าวคือ “เพื่อป้องกันการปลอมแปลง” ไม่ใช่เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิ

ทั้งระบุเพิ่มเติมว่า หากบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึง “เล่มที่” และ “เลขที่บัตร” ได้ และเมื่อประกอบกับระบบควบคุมการแจกจ่ายเล่มบัตรประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งมีการบันทึกลำดับผู้มาใช้สิทธิไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.1/3) ก็อาจทำให้สามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

โดยเฉพาะกรณีบัตรสีชมพูที่มีการระบุว่ามีบาร์โค้ด ซึ่งเมื่อสแกนแล้วจะแสดง “เลขที่บัตร” และเลขดังกล่าวถูกสร้างจากสูตรที่สามารถย้อนกลับไปหา “เล่มที่” ได้ หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน่วยเลือกตั้ง และเชื่อมโยงกับลำดับรายชื่อผู้ใช้สิทธิได้

นายสมชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งกำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและ “ลับ” พร้อมทิ้งท้ายตั้งคำถามว่า กรณีนี้จะกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่บานปลายหรือไม่

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่า จะมีการตรวจสอบหรือยื่นคำร้องตามกระบวนการกฎหมายต่อไปหรือไม่