

KEY
POINTS
วันที่ 6 ก.พ.2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ วัน แบงค็อก ฟอรัม เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
นำทีมโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ดร. การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้สมัคร สส.ตัวแทนภาคทุกภาค และผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราศรัยใหญ่ครั้งนี้ ถือเป็นการปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่ไว้วางใจให้กลับมานำพรรคอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนสบประมาทว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอนาคตแล้ว
โดยจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จนถูกขนานนามว่าเป็น "สมบัติของพ่อเฒ่า" ซึ่งยืนยันว่าพรรคนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสูงมาก ถึงขนาดที่รองหัวหน้าพรรคสามารถส่งข้อความวิจารณ์หัวหน้าพรรคได้อย่างตรงไปตรงมา ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่อย่างทั่วถึง
"วันนี้ผมมาอ้อนขอให้ประเทศไทยกับคนไทยทุกคน อ้อนขอว่าประเทศไทยมาถึงจุดที่เรามีวิกฤตสารพัด จนกลายมาเป็นสิ่งที่คนกำลังมองว่าเป็นจุดตายของการพัฒนาประเทศต่อไป คุณกรณ์พูดไปบ้างแล้ว ดร.การดี ก็พูดไปบ้างแล้ว และผมจะพูดให้ชัด ๆ ว่าจุดตายหลายเรื่องที่เกิดขึ้นได้มันคืออะไร และเราขออาสาเข้าไปแก้ไขจุดตายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งมี 5 ประการ"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จุดตายที่ 1 คือ ทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทา ซึ่งทุกคนเห็นตรงกัน สิ่งนี้กำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย มีนักลงทุนระดับโลกบอกไม่มาลงทุนในประเทศไทย เพราะไม่อยากจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับทุกหน่วยงานของประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้มันไม่ใช่นิสัยของคนไทย เป็นแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่ทำลายอนาคต โอกาส และภาพลักษณ์ของของประเทศ
ดังนั้น การสร้าง "บ้านเมืองสุจริต" จึงเป็นพื้นฐานของทุกนโยบาย ที่พรรคมองว่าการทุจริตและทุนเทาเป็น "จุดตาย" โดยตั้งเป้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมาด้วยความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริงและยั่งยืน
จุดตายที่ 2 คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ เมื่อ GDP ประเทศเติยโตเพียง 1-2% โตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งที่มีศักยภาพสูงกว่า ซึ่งความจริงคือโตต่ำกว่าตราเฉลี่ยของโลก แม้มีโครงการอย่าง "คนละครึ่ง" ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ก็เพียงแค่ชั่วคราว แต่ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนได้เหมือนยุคที่ราคายางพาราเคยสูงถึง 180 บาท ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เคยบริหาร
จุดตายที่ 3 คือ ความเหลื่อมล้ำสูงและมีกลุ่มเปราะบาง คนหยิบมือเดียวในประเทศครอบครองสินทรัพย์ความมั่งคั่งกว่าครึ่ง หรือบางที 70-80% ของทั้งประเทศ นั่นหมายความว่ามีคนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงวัย คนพิการ และยิ่งการศึกษาถูกมองว่าถดถอยในเรื่องของคุณภาพ ยิ่งมองไม่เห็นอนาคต จึดนี้ต้องแก้ไขให้ได้
จุดตายที่ 4 การเมืองที่ปลุกเร้าอารมณ์และความแตกแยก ซึ่งยังมีความพึงพอใจกับการที่จะปลุกเร้าแข่งขันทางการเมืองกันด้วยการสร้างอารมณ์ มีพรรคการเมืองมาชี้หน้าบอกว่าพรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ เกิดปรากฏการณ์ของการด้อยค่ากองทัพ เกิดการด้อยค่าสถาบันหลักของชาติ วาทกรรม "รักชาติ-ไม่รักชาติ" ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้
จุดตายที่ 5 เรื่องภัยคุกคามจากภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายนอก โดยเฉพาะเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดการปะทะเกิดการสู้รบ ชายแดนใต้ก็ยังไม่สงบ และโลกกำลังอยู่ในภาวะที่มีความขัดแย้ง ความสับสนสูง มหาอำนาจสหรัฐอเมริกากับจีน การแข่งขันขับเคี่ยวกันแล้วก็กำลังทำให้ประเทศต่าง ๆ ขนาดกลางขนาดเล็กเหมือนเป็นเบี้ยที่ถูกเดินอยู่บนกระดาน แน่นอนว่าพรรคประชาธิปัตย์ของเสนอตัวเป็น "ทางรอดที่ปลอดภัย" โดยมีนโยบายหลักที่ผ่านการคิดอย่างละเอียดและรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม การเมืองสุจริต คือมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงกว่ากฎหมาย และยืนยันว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ต้องร่วมงานกับใคร พรรคนั้นต้องหยุดเติมเชื้อไฟความแตกแยก ซึ่งการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ คือโอกาสที่จะนำประเทศไทยไปสู่ทางรอดที่ปลอดภัย ด้วยอุดมการณ์ ความตั้งใจ ไฟที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่าง
“นี่คือความตั้งใจในการกลับมาครั้งนี้ และผมเชื่อครับว่ามันจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไป หรือครั้งต่อไปอีก เพราะนี่คือโอกาสที่ผมจะต้องคว้า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องจบเที่ยวนี้ ด้วยคำมั่นสัญญา แม้ต้องเป็นฝ่ายค้านเพียงคนเดียว ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมก็จะยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภา จัดการกับทุกคนที่โกง ที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวก็จะพูดให้รัฐบาลที่ขี้โกงล้มได้ ขอบพระคุณครับ"