

KEY
POINTS
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของแต่ละพรรคการเมือง ก่อนถึงวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคประชาธิปัตย์จัดการปราศรัยใหญ่ ณ วัน แบงค็อก ฟอรัม ท่ามกลางผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคที่เดินทางมาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก
การปราศรัยครั้งนี้นำทีมโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่
นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ขึ้นเวทีร่วมแสดงจุดยืนและนำเสนอนโยบายต่อประชาชน
โดยผู้ที่ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นคนแรก คือ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้กล่าวเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ไม่ใช่เพียงการเลือก สส. หรือพรรคการเมืองแต่เป็นการตัดสินใจเลือก “ผู้นำเศรษฐกิจของประเทศ” ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะเปราะบางและเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
การเลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินใจว่าประเทศไทยจะมีผู้นำที่พร้อมบริหารเศรษฐกิจอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย และรับผิดชอบต่ออนาคตระยะยาวหรือไม่ โดยเฉพาะอนาคตของลูกหลานที่กำลังต้องแบกรับภาระหนี้จากการตัดสินใจทางนโยบายในวันนี้
แนวนโยบายประชานิยมสุดโต่งที่หลายพรรคเสนอ โดยชี้ว่าเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว เด็กไทยหนึ่งคนต้องแบกรับหนี้เฉลี่ยกว่า 200,000 บาทตั้งแต่เกิด ซึ่งไม่ใช่การวางรากฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืน “การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องแลกกับหนี้ในอนาคต ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการผลักภาระไปให้คนรุ่นต่อไป”
ขณะเดียวกัน ยังตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิด “ทำเร็ว ทำทันที” โดยระบุว่า การทำเสร็จไม่เท่ากับการทำสำเร็จ หากไม่มีเป้าหมาย ไม่มีตัวชี้วัด และไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว เศรษฐกิจอาจเสียสมดุลและสร้างปัญหาใหม่ตามมา
ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางการบริหารเศรษฐกิจแบบมืออาชีพ โดยเน้นการ “ตั้งเป้า วัดผลได้ และตรวจสอบได้” พร้อมเสนอให้ประเทศกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยควรอยู่ตรงไหนในอีก 5 ปี และ 10 ปีข้างหน้า
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ “ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ซึ่งในอดีตไทยเคยอยู่ในอันดับ 20 กว่า แต่ปัจจุบันลดลงจากปัญหาคอร์รัปชัน ความไม่สะดวกในการทำธุรกิจ และบรรยากาศการลงทุนที่ถดถอย
ดร.การดี ย้อนถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือ Hamburger Crisis ที่ไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการบริหารนโยบายการคลังของนายกรณ์ จาติกวณิช พร้อมชี้ว่า ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
“วันนี้เราไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจไทยไหลไปตามสถานการณ์โลกโดยไม่มีทิศทางได้อีกแล้ว ภายใน 4 ปี ประเทศต้องกลับมามีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น”
ในส่วนของตลาดทุนมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่ถูกมองว่าเสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเงินที่ไม่ยั่งยืน พร้อมย้ำว่า แม้เงินจะถูกตรวจสอบตามกฎหมายแต่หากขาดความโปร่งใสและความเชื่อมั่น จะไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาวได้
“เราต้องทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเป็นเศรษฐกิจสีขาว เป็นพื้นที่ที่นักลงทุนเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่มีเงินไหลเข้า แต่ต้องเป็นเงินที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน”
อย่างไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรวัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากประชาชนยังทำงานหนักแต่เป็นหนี้เรียนจบแต่ไม่มีงานทำ หรือรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ย่อมไม่ถือว่าเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ
ปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยย้ำหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ว่า “จริยธรรมต้องสูงกว่ากฎหมาย”
ดร.การดี กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีทิศทาง มีศิลปะ และอาศัยประสบการณ์ ไม่ใช่การรื้อระบบแบบหักดิบ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอทางเลือกของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไป