

KEY
POINTS
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่วัน แบงค็อก ฟอรัม โดยหนึ่งในผู้ขึ้นเวทีคือ นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งใช้เวทีดังกล่าวตอกย้ำ “จุดยืนทางการเมือง” และ “กรอบนโยบายเศรษฐกิจ” ของพรรคอย่างชัดเจน โดยย้ำว่าประชาธิปัตย์จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ขาดความสุจริต พร้อมปักธงต่อสู้กับทุนเทาและคอร์รัปชันในฐานะวาระหลักของประเทศ
นายกรณ์กล่าวว่า การเมืองไทยจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเหลื่อมล้ำได้ หากไม่เริ่มจากการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองให้เป็น “การเมืองสุจริต” โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลในทุกกรณีกับพรรคที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสได้ พร้อมชี้ว่าการแสดงจุดยืนดังกล่าวไม่ใช่เพียงท่าทีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อ “เปลี่ยนเกมการเมือง” และสร้างแรงกดดันให้ทั้งระบบต้องขยับตาม
ในมิติเศรษฐกิจ นายกรณ์ระบุว่า หัวใจของนโยบายประชาธิปัตย์อยู่ที่ 3 แกนหลัก คือ 1) ปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยี 2) สร้างการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม และ 3) ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ “ลึกและกว้าง” คือกระจายประโยชน์ตลอดห่วงโซ่และถึงประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม
สำหรับการปฏิรูประบบรัฐ นายกรณ์ชี้ว่า ปัญหากฎหมายและกฎระเบียบล้าหลังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ พรรคจึงเสนอแผนเร่งรัดในช่วง 90 วันแรก เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลสามารถแก้ไขรายละเอียดกฎหมายที่เป็นคอขวดได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสร้าง “ระบบราชการคู่ขนาน” ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ
แกนที่สองคือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม นายกรณ์มองว่าสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนลังเล ไม่ใช่แค่เรื่องคอร์รัปชัน แต่คือโครงสร้างที่เอื้อการผูกขาดและกติกาที่ทำให้ผู้เล่นรายใหม่สู้ไม่ได้ พรรคจึงเสนอให้รื้อโครงสร้างการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม โดยยกตัวอย่างชัดเจนที่ภาคพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบเศรษฐกิจ
นโยบายสำคัญคือการผลักดันให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.50 บาทต่อหน่วย โดยไม่ใช้เงินภาษีอุดหนุน ผ่านการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติซึ่งปัจจุบันต้องนำเข้าในราคาสูง และหันไปเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ ซึ่งมีศักยภาพกำลังผลิตตามการประเมินทางวิชาการมากกว่า 200,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟทั้งประเทศอยู่ราว 50,000 เมกะวัตต์เท่านั้น นอกจากนี้ พรรคยังเสนอให้เปิดเสรีการผลิตไฟฟ้าให้ครัวเรือนและเอกชนรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมผลักดันความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อไฟฟ้าของรัฐ
แกนที่สามคือการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึง นายกรณ์ชี้ว่า แม้การลงทุนจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แต่หากไม่มีอุตสาหกรรมต่อยอด เช่น AI หรือห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในประเทศ ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้ขายที่ดิน ผู้ขายไฟฟ้า และแรงงานบางส่วนเท่านั้น พรรคจึงเสนอให้ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ผ่านการยกระดับสหกรณ์ให้เป็น “วิสาหกิจขนาดใหญ่” ในรูปแบบบริษัทที่เกษตรกรเป็นผู้ถือหุ้น มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ สร้างแบรนด์ ทำตลาด และเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้า ตัวอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิ หากสามารถรวมพลังการผลิตและการตลาด จะช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้รายได้กลับไปสู่ชาวนาในฐานะเจ้าของกิจการ ไม่ใช่เพียงผู้ขายวัตถุดิบ นายกรณ์ย้ำว่า นโยบายกว่า 200 ข้อของพรรคถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ
ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ เงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้น คนรุ่นใหม่มีงานทำ และรัฐมีรายได้เพียงพอที่จะดูแลผู้ที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ “การเมืองต้องสุจริต” เพราะหากไม่เริ่มจากจุดนี้ นโยบายเศรษฐกิจใด ๆ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้