

KEY
POINTS
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เริ่มส่งแรงผลสะเทือนทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
วันที่ 31 มกราคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 7 ราย จาก 7 จังหวัด หลังตรวจสอบพบว่า ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย โดยมาจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคกล้าธรรม 4 ราย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ พรรคพลังประชารัฐ พรรคละ 1 ราย
ผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อประกอบด้วย
1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม
2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส.จังหวัดราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย
3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก เขต 2 หมายเลข 6 พรรคประชาชน
4.นายพสิษฐ์ คำชัย ผู้สมัคร สส.จังหวัดชัยภูมิ เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม
5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.จังหวัดภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม
6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด ผู้สมัคร สส.จังหวัดระยอง เขต 4 หมายเลข 4 พรรคพลังประชารัฐ
7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคกล้าธรรม
ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกายังมีคำพิพากษายกคำร้องอุทธรณ์ของ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม หลังคัดค้านมติ กกต. ที่สั่งถอนชื่อ โดยศาลวินิจฉัยว่า เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์เวลากลางคืนเมื่อปี 2542 เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แม้จะพ้นโทษและคุมประพฤติครบถ้วนแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอถอนชื่อผู้สมัคร สส. เพิ่มอีก 28 ราย จากหลายพรรคการเมือง หลังพบว่าอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งก่อน และไม่ได้แจ้งเหตุ ตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.
ตามกฎหมาย หากศาลยังไม่มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันก่อนวันเลือกตั้ง ผู้สมัครยังมีสถานะลงแข่งขันได้ตามปกติ แต่หากได้รับเลือกตั้ง กกต. จะไม่ประกาศรับรองผล และต้องจัดเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นทันที ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อเสถียรภาพทางการเมืองและงบประมาณเลือกตั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น กกต. ยังเตรียมพิจารณาดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครที่เข้าข่าย “รู้อยู่แล้วว่าขาดสิทธิ แต่ยังสมัคร” ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยาวถึง 20 ปี รวมถึงอาจขยายผลไปถึงหัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงนามรับรองผู้สมัครด้วย
ปรากฏการณ์ถอนชื่อผู้สมัคร สส. อย่างต่อเนื่อง ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง สะท้อนความเข้มงวดของกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายเลือกตั้ง และส่งสัญญาณเตือนชัดเจนไปยังพรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนว่า “คุณสมบัติ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก หรือ มองข้ามได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้สมัคร สส.อีก 28 ราย ตามคำร้องของ กกต. รอลุ้นคำชี้ขาดจากศาลฏีกา หากศาลตัดสินให้พ้นจากผู้สมัคร สเต็ปต่อไปก็ไปลุ้นว่าจะสามารถเอาผิดลามไปถึงหัวหน้าพรรค ที่รับรองให้ลงสมัครได้หรือไม่
บททดสอบครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวผู้สมัคร แต่ขยายไปถึงความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ในการคัดกรองบุคคลก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง เพราะภายใต้กติกาที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียทั้งเก้าอี้ สส. และ อนาคตทางการเมืองในระยะยาว