thansettakij
ศาล-กกต.เขย่าเลือกตั้ง ถอนชื่อแล้ว 8 ผู้สมัคร สส. รอลุ้นอีก 28 คน

ศาล-กกต.เขย่าเลือกตั้ง ถอนชื่อแล้ว 8 ผู้สมัคร สส. รอลุ้นอีก 28 คน

05 ก.พ. 2569 | 11:22 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 11:42 น.

เขย่าการเลือกตั้ง 2569 ศาลฎีกา-กกต. เดินหน้าคัดกรองคุณสมบัติผู้สมัคร สส. เข้มข้น ถอนชื่อแล้ว 8 รายจากหลายพรรคการเมือง ทั้งยังมีผู้สมัครอีก 28 คน ที่ต้องลุ้นคำวินิจฉัยชี้ชะตา

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกามีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. แล้ว 8 ราย จาก 4 พรรคการเมือง เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย
  • กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เพิ่มอีก 28 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา
  • ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์อาจถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และอาจส่งผลถึงหัวหน้าพรรคที่ให้การรับรอง

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เริ่มส่งแรงผลสะเทือนทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม 

วันที่ 31 มกราคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 7 ราย จาก 7 จังหวัด หลังตรวจสอบพบว่า ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย โดยมาจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคกล้าธรรม 4 ราย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ พรรคพลังประชารัฐ พรรคละ 1 ราย 

ผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อประกอบด้วย 

1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม 

2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส.จังหวัดราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย 

3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก เขต 2 หมายเลข 6 พรรคประชาชน

4.นายพสิษฐ์ คำชัย ผู้สมัคร สส.จังหวัดชัยภูมิ เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม 

5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.จังหวัดภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม 

6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด ผู้สมัคร สส.จังหวัดระยอง เขต 4 หมายเลข 4 พรรคพลังประชารัฐ 

7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคกล้าธรรม

ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกายังมีคำพิพากษายกคำร้องอุทธรณ์ของ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม หลังคัดค้านมติ กกต. ที่สั่งถอนชื่อ โดยศาลวินิจฉัยว่า เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์เวลากลางคืนเมื่อปี 2542 เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แม้จะพ้นโทษและคุมประพฤติครบถ้วนแล้วก็ตาม 

ขณะเดียวกัน การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอถอนชื่อผู้สมัคร สส. เพิ่มอีก 28 ราย จากหลายพรรคการเมือง หลังพบว่าอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งก่อน และไม่ได้แจ้งเหตุ ตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. 

ตามกฎหมาย หากศาลยังไม่มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันก่อนวันเลือกตั้ง ผู้สมัครยังมีสถานะลงแข่งขันได้ตามปกติ แต่หากได้รับเลือกตั้ง กกต. จะไม่ประกาศรับรองผล และต้องจัดเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นทันที ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อเสถียรภาพทางการเมืองและงบประมาณเลือกตั้ง 

ไม่เพียงเท่านั้น กกต. ยังเตรียมพิจารณาดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครที่เข้าข่าย “รู้อยู่แล้วว่าขาดสิทธิ แต่ยังสมัคร” ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยาวถึง 20 ปี รวมถึงอาจขยายผลไปถึงหัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงนามรับรองผู้สมัครด้วย 

ปรากฏการณ์ถอนชื่อผู้สมัคร สส. อย่างต่อเนื่อง ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง สะท้อนความเข้มงวดของกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายเลือกตั้ง และส่งสัญญาณเตือนชัดเจนไปยังพรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนว่า “คุณสมบัติ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก หรือ มองข้ามได้อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้สมัคร สส.อีก 28 ราย ตามคำร้องของ กกต. รอลุ้นคำชี้ขาดจากศาลฏีกา หากศาลตัดสินให้พ้นจากผู้สมัคร สเต็ปต่อไปก็ไปลุ้นว่าจะสามารถเอาผิดลามไปถึงหัวหน้าพรรค ที่รับรองให้ลงสมัครได้หรือไม่ 

บททดสอบครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวผู้สมัคร แต่ขยายไปถึงความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ในการคัดกรองบุคคลก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง เพราะภายใต้กติกาที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียทั้งเก้าอี้ สส. และ อนาคตทางการเมืองในระยะยาว