

KEY
POINTS
วันนี้( 3 ก.พ. 69) แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า การประชุม กกต. ในสัปดาห์นี้ มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงาน กกต. ให้ดำเนินการ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้มีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคการเมืองต่างๆ เพิ่มอีก 28 ราย หลังตรวจสอบพบว่า บุคคลดังกล่าวอยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
สาเหตุสำคัญมาจาก ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งก่อน และไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 35 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 ขณะนี้สำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างเร่งจัดทำร่างคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ก่อนมอบหมายให้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามขั้นตอนกฎหมาย
ศาลสั่งไม่ทันเลือกตั้งยังเป็นผู้สมัครแต่ไม่รับรองผล
แหล่งข่าวระบุว่า ตามบทบัญญัติกฎหมาย หากมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ไม่ทันก่อนวันเลือกตั้ง จะยังถือว่าบุคคลทั้ง 28 รายมีสถานะเป็นผู้สมัครโดยสมบูรณ์ สามารถลงแข่งขันได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลใดได้รับเลือกตั้ง กกต.จะไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และจะต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นทันที สร้างแรงกระเพื่อมทั้งทางการเมืองและงบประมาณเลือกตั้ง
กกต.เล็งฟันอาญาหนัก-ลามหัวหน้าพรรค
ไม่เพียงเท่านั้น กกต.เตรียมพิจารณาดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมกับผู้สมัครที่เข้าข่าย “รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัคร แต่ยังลงสมัคร” ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีโทษ
จำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี
ปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท
และ ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานถึง 20 ปี
หัวหน้าพรรคไม่รอด เซ็นรับรองก็โดน
ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงนามรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ก็อาจต้องรับผิดชอบตามมาตรา 56 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
มีโทษตามมาตรา 120 คือ
จำคุกไม่เกิน 5 ปี
ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และศาลอาจสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
แหล่งข่าวใน กกต. ระบุว่า กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนพรรคการเมืองอย่างชัดเจน ว่าการคัดกรองผู้สมัครต้องรอบคอบมากขึ้น เพราะความผิดไม่ได้จบแค่ตัวผู้สมัคร แต่ ลากยาวถึงผู้บริหารพรรคโดยตรง