

KEY
POINTS
3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จำนวน 51 พรรคการเมือง
โดยเห็นว่า การระบุชื่อนโยบายของพรรคการเมืองตามแบบฟอร์มที่กำหนด พรรคการเมืองควรแจ้งชื่อนโยบายในตารางการกำหนดนโยบายให้ตรงกับที่พรรคการเมือง ประกาศโฆษณาในเวทีสาธารณะ และหรือช่องทางต่าง ๆ ซึ่งบางนโยบายมีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ จากการประกาศโฆษณา
ขณะที่วงเงินงบประมาณและแหล่งที่มาของเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินนโยบายเป็นประเด็นพื้นฐาน ที่สำคัญที่สุด จากข้อมูล นโยบายของพรรคการเมืองพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน หรือระบุเพียงแค่ว่าจะใช้ งบประมาณแผ่นดิน และไม่มีคำอธิบายว่าจะดำเนินการอย่างไร
ดังนั้นการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ควรนำหลักการงบประมาณและการเงินการคลังของรัฐมาพิจารณาและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิด ความเป็นไปได้และความยั่งยืนทางการคลัง และสอดคล้องตามหลักการของกฎหมาย จึงมีข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตแยกเป็นประเด็นได้ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การระบุวงเงินรายนโยบาย การกำหนดวงเงินและแหล่งที่มาของเงินที่พรรคการเมืองจะใช้ในการดำเนินนโยบาย มีทั้งในลักษณะที่เป็นวงเงินรายปี วงเงินรวม 4 ปีตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของรัฐบาล และวงเงินรายโครงการ ทำให้ไม่สามารถนำยอดวงเงินของแต่ละพรรคการเมืองมาพิจารณาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง
จึงเห็นควร ให้พรรคการเมืองระบุวงเงินและระยะเวลาในการดำเนินนโยบายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน จึงต้องพิจารณารายละเอียดของวงเงิน แหล่งที่มาของเงิน และระยะเวลาในการดำเนินนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองดังกล่าวด้วย
ประเด็นที่ 2 การระบุแหล่งที่มาของเงินรายนโยบาย ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย พรรคการเมืองควรอธิบายแหล่งที่มาของเงิน ว่ามาจากแหล่งใดให้ชัดเจน ดังต่อไปนี้ คือ
1) งบประมาณแผ่นดิน 2) การใช้เงินกู้ตามพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3) การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 4) เงินกองทุนต่าง ๆ 5) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public -Private Partnership: PPP) และ 6) อื่น ๆ (ต้องระบุ) เช่น การขาดรายได้จากการลดภาษี (Tax Expenditure) เงินนอกงบประมาณ เป็นต้น
โดยพบว่า มีการอ้างถึงแหล่งที่มาของเงินบางประเภท เช่น การเก็บภาษี การขยาย ฐานภาษี การเพิ่มภาษีบางประเภท กำไรจากรัฐวิสาหกิจ เงินจากกองทุนประเภทต่าง ๆ เงินจากองค์กรอิสระ เงินจากบริษัทเอกชน เงินค่าธรรมเนียม เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถพิจารณาได้ว่า
พรรคการเมืองจะนำเงินจากที่มาดังกล่าวอย่างไร และนำไปใช้จ่ายอย่างไรโดยทางตรงหรือผ่านระบบงบประมาณอย่างไร ด้วยการออกกฎหมายอย่างไร และได้คำนึงถึงข้อกำหนดของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างไร จึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน ดังนี้
การใช้แหล่งเงินจากงบประมาณแผ่นดิน
ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรระบุ รายละเอียดปีงบประมาณที่จะเริ่มดำเนินนโยบายและจะต้องใช้งบประมาณ เช่น ปีงบประมาณ 2569 หรือ ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้น โดยหากเป็นนโยบายที่จะดำเนินการทันทีในปีงบประมาณ 2569 หรือดำเนินการ และใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2570 ควรพิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ ความเพียงพอ รวมถึงระเบียบ การใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้อง เช่น งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งปัจจุบัน เหลือวงเงินค่อนข้างจำกัด
นอกจากนี้ ควรระบุรายละเอียดวิธีบริหารจัดการงบประมาณ เช่น กรณีมีความจำเป็น ต้องใช้จ่ายงบประมาณมากกว่ากรอบวงเงินงบประมาณที่ได้กำหนดไว้ ควรกำหนดแนวทางการเพิ่มการจัดเก็บ รายได้ภาษี แนวทางการตัดลดรายจ่ายบางรายการ เป็นต้น รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่ระบุถึงการปรับลด งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือนโยบายในลักษณะลดการขาดดุลงบประมาณลง ควรระบุแนวทาง การดำเนินการให้ชัดเจน และจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการจัดทำงบประมาณ
การใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ที่ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ และรัฐบาลรับภาระในการชดเชย ค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการ ต้องเป็นกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ ในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรมเท่านั้น
ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้อยู่ภายใต้วิธีการ และกรอบวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 เรื่อง การจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เป็นต้น
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงภาระทางการ คลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้น และอยู่ภายในกรอบยอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังประกาศกำหนด (ปัจจุบันกรอบอัตราอยู่ที่ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)
การใช้แหล่งเงินจากเงินกู้
ในการดำเนินนโยบายต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงควรอยู่ภายใต้มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับการก่อหนี้และบริหารหนี้
ควรคำนึงถึงภาระหนี้ต้องไม่เกินกว่ากรอบที่กฎหมายกำหนด การใช้แหล่งเงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) ผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้อนาคตมาใช้ก่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเหมาะสม ตามสถานะการเงินของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ และจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งควรระบุรายละเอียดของ โครงการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
การใช้แหล่งเงินจากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)
ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในลักษณะ ให้เอกชนที่มีศักยภาพหรือกิจการที่เกี่ยวข้องมาร่วมลงทุนในการดำเนินงาน โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐ รวมทั้งคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนเป็นสำคัญ และควรระบุ รายละเอียดของโครงการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
การใช้เงินจากแหล่งที่มาอื่น ๆ
กรณีเป็นนโยบายที่ใช้จ่ายตามมาตรการภาษี และการปรับ ลดหรือเพิ่มมาตรการภาษีใด ๆ ควรระบุให้ชัดเจน และต้องคำนึงถึงนโยบายด้านการคลัง โดยเฉพาะผลกระทบ ต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี และข้อจำกัด ในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับต่าง ๆ ได้
โดยการดำเนินนโยบายลดหรือยกเว้น การจัดเก็บภาษี เช่น นโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น ควรระบุถึงรายได้ ที่รัฐต้องสูญเสียจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และการดำเนินนโยบายที่มีการขอกันเงินจากเงินรายได้ภาษีหรือรายได้นำส่งคลัง เช่น การขอกันเงินนำส่งรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเงินรายได้จากภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 25 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ทั้งนี้ การกันเงิน รายได้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และการเสนอกฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่นำรายได้ ส่งคลัง ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีมีความจำเป็นและเกิดประโยชน์ในการที่หน่วยงานของรัฐนั้นจะมีเงินเก็บไว้ เพื่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน
ประเด็นที่ 3 ภาพรวมของงบประมาณทุกนโยบายวงเงินที่ต้องใช้ของแต่ละนโยบายและยอดรวมทุกโครงการควรมีความชัดเจน และแจกแจง แหล่งที่มาสอดคล้องกันได้ โดยพบว่านโยบายที่มีความไม่ชัดเจนดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นที่ 2 ซึ่งแหล่งที่มาของเงินบางประเภทไม่ชัดเจน จึงอาจทำให้เกือบทุกพรรคการเมือง ไม่ได้จัดทำการแจกแจงที่มา ของเงินที่จะใช้ประกอบยอดรายจ่าย
กกต.ยังระบุว่า ในด้านความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบายบางนโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมา แม้จะสร้างประโยชน์ในระยะสั้นแต่อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ อาทิ การพักหนี้หรือการปลดหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข อาจลดทอนแรงจูงใจในการรักษาวินัยการเงินของลูกหนี้ (moral hazard) ซึ่งจะกระทบต่อการแก้หนี้ที่ต้องดำเนินการอย่างตรงจุด ครบวงจร เท่าที่จำเป็น และควรทำควบคู่ไปกับมาตรการที่เสริมสร้างทักษะในการยกระดับรายได้เพื่อสร้างพฤติกรรมเชิงบวกแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมีมาตรการที่เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ควรเป็นนโยบาย ที่สามารถปฏิบัติได้จริง มีความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงทุกนโยบายควรกำหนดให้มีการวิเคราะห์ประโยชน์และความคุ้มค่าจากการดำเนินโครงการ (Cost–Benefit Analysis) ทั้งรายจ่ายจากงบประมาณ และจากภาษี และควรอยู่ภายใต้แนวทางของกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง และไม่ดำเนินนโยบายที่จะก่อให้เกิดภาระทางการคลังเกินสมควร
อย่างไรก็ตามในด้านผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินโยบาย นโยบายพรรคการเมืองที่นำเสนอส่วนใหญ่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ และมีลักษณะเป็น รายจ่ายประจำมากกว่ารายจ่ายลงทุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานของรัฐ
รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และจากข้อมูลในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.36 ในปี 2570 และร้อยละ 69.78 ในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินสำหรับดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากนัก
อีกทั้งหลายพรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในลักษณะดังกล่าว จึงอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามนโยบายได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่าร้อยละ 70 ตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือสำหรับรับมือกับความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง และจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
อันจะนำไปสู่ ผลกระทบต่าง ๆ เช่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น การไหลออกของเงินทุน และค่าเงินบาทอาจอ่อนตัวลง เป็นต้น จึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ดังนี้
ผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง
นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในภาพรวมมุ่งเน้น การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยไม่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิ การลดภาระค่าครองชีพ และจัดสรรสวัสดิการถ้วนหน้า
โดยมีจุดร่วมที่สำคัญ คือ การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ทันที ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ทั้งในรูปแบบของการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยตรง และการดำเนินงาน ผ่านหน่วยงานภาครัฐอื่น อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือกองทุนนอกงบประมาณต่าง ๆ อันเป็นการเพิ่ม ภาระงบประมาณรายจ่ายประจำและทำให้เกิดการขยายตัวของหนี้สาธารณะ
ล้วนเป็นภาระผูกพันที่รัฐ ต้องชดเชยคืนในอนาคต นอกจากนี้ ภายใต้งบประมาณรายจ่ายที่มีทิศทางขยายตัวสูงขึ้น นโยบายด้านรายได้ ของพรรคการเมืองมักมีข้อเสนอมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ซึ่งอาจส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง และกดดันให้รัฐต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มขึ้น อันอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เกินกว่าร้อยละ 70 ของ GDP ตามกรอบวินัยการเงินการคลังและทำให้ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อรายจ่ายภาครัฐ
ในนโยบายด้านสวัสดิการ เช่น ค่าไฟฟ้าราคาถูก การอุดหนุน ค่าโดยสารสาธารณะ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือการจัดสรรเงินอุดหนุน ให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กแรกเกิดในอัตราที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ล้วนเป็นรายจ่ายประจำที่ต้องดำเนินการ ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กรอบรายจ่ายประจำมีอยู่อย่างจำกัด (ปัจจุบันรายจ่ายประจำคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)
ผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ
ในนโยบายที่เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีหรือการยกเว้นภาษี ที่พรรคการเมืองเสนอเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน จะทำให้ฐานรายได้ภาษีของรัฐแคบลง ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573
ทั้งนี้ หากนโยบายหาเสียงดำเนินไป โดยไม่มีการพิจารณาเพิ่มฐานรายได้ใหม่ (ทั้งจากภาษีและไม่ใช่ภาษี) จะทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะ การขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 ตามที่ระบุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573
ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ
การดำเนินนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีกหลายปี และการปรับลดขนาดการขาดดุล การคลังจะดำเนินการได้ยาก ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 (สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ร้อยละ 69.36)
สำหรับนโยบายที่จะเป็น รายการภาระผูกพันตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เช่น นโยบาย เกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ หรือล้างหนี้ นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค นโยบายที่เป็นการอุดหนุน ให้เปล่าแก่ประชาชนโดยตรง นโยบายประกันรายได้และการอุดหนุนภาคการผลิต รวมถึงนโยบายสวัสดิการ เฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป
ทั้งนี้ กรณีนโยบายที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ ที่เป็นรายการในงบลงทุน ที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องทำการประเมิน ความเสี่ยงการทุจริต พร้อมเสนอมาตรการในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม ตามแนวทางของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
กกต.มีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตอื่น ๆ ระบุว่า การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองควรตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายให้ชัดเจน และพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ รวมทั้งต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศและกฎหมาย ระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถตั้งงบประมาณได้