

KEY
POINTS
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องอุทธรณ์ของ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม กรณีคัดค้านมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สั่งถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายก้องเกียรติ เป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) ประกอบมาตรา 42 (12) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
คำพิพากษาระบุว่า ภายหลัง กกต. ได้รับคำร้องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายก้องเกียรติ และได้รับข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี พบว่า มีการดำเนินคดีอาญาหมายเลข 1462/2542 ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดย นายก้องเกียรติ เป็นผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียว มีความเห็นสั่งฟ้องและส่งสำนวนให้อัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณา
ต่อมา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว แม้จำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติครบถ้วน และพ้นการควบคุมความประพฤติไปแล้ว แต่ไม่ทำให้พ้นจากลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ศาลยังพิจารณาพยานหลักฐานจากสำเนาใบสมัคร สส. สำเนาบัตรประชาชน และเอกสารทะเบียนบ้านที่ นายก้องเกียรติ ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ข้อมูลตรงกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว อีกทั้ง นายก้องเกียรติ ยังเบิกความยอมรับว่า เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการพิจารณาสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าเคยถูกฟ้องในคดีดังกล่าว
ศาลไม่รับฟังข้ออ้างที่ว่า หน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ เนื่องจากเอกสารถูกทำลายไปแล้ว โดยเห็นว่า ข้อมูลจากฐานข้อมูลของสถานีตำรวจ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความสอดคล้องต้องกันทั้งหมด
นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่า หนังสือของกรมคุมประพฤติซึ่ง นายก้องเกียรติ อ้างถึง อาจเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน เนื่องจากเป็นหน่วยงานส่วนกลางและอาจไม่ครอบคลุมข้อมูลของสำนักงานคุมประพฤติในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปีแล้ว
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลจึงวินิจฉัยว่า นายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต จึงเป็นบุคคลต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. การที่ กกต. มีมติถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา นายก้องเกียรติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
“นี่คือการพิพากษาประหารชีวิตทางการเมืองของนักการเมืองตลอดชีวิต จากลูกชาวสวนยางพาราเริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเมือง ผมคือ ผลผลิตทางการเมืองอย่างแท้จริงของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ใช่ทายาทนักการเมืองที่สืบทอดตำแหน่งรุ่นต่อรุ่น”