thansettakij
เจาะ 3 ขั้วการเมืองชิงฐานอำนาจ ปลุกบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม เต็มสูบ

เจาะ 3 ขั้วการเมืองชิงฐานอำนาจ ปลุกบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม เต็มสูบ

05 ก.พ. 2569 | 23:31 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 เปิดนโยบายคมนาคม 3 ขั้วการเมือง เพื่อไทย ดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า-รถเมล์ 10 บาท ภูมิใจไทย ชูแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ปั๊มเศรษฐกิจใต้ ประชาชน กระจายอำนาจหมื่นล้าน ดันรถเมล์ไฟฟ้าท้องถิ่น

KEY

POINTS

  • 3 พรรคการเมืองใหญ่ (เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ประชาชน) ชูนโยบายด้านคมนาคมเป็นกลยุทธ์หลักในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เพื่อชิงฐานอำนาจ
  • พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยเน้นการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) เช่น แลนด์บริดจ์และรถไฟความเร็วสูง เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ
  • ทุกพรรคมีนโยบายร่วมในการลดค่าครองชีพด้านการเดินทาง เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (เพื่อไทย) และตั๋วร่วมเพดาน 45 บาท (ประชาชน) เพื่อดึงคะแนนเสียง
  • พรรคประชาชนเสนอแนวทางที่แตกต่าง โดยเน้นกระจายงบประมาณสู่ระบบขนส่งมวลชนในระดับท้องถิ่นและพัฒนาระบบบริหารจัดการให้ทั่วถึง

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ยังเป็นที่น่าจับตาของประชาชนที่จะใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคการเมืองยักษ์ใหญ่ประสานเสียงชูนโยบาย "คมนาคม" เป็นไม้ตายดึงคะแนนเสียง พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียนด้วยเม็ดเงินสะพัดกว่า 2.14 ล้านล้านบาท 

โดยไฮไลต์อยู่ที่การชิงดำโครงการ "แลนด์บริดจ์" และรถไฟความเร็วสูง ท่ามกลางกระแสกดดันด้านค่าครองชีพที่กลายเป็นโจทย์หลัก ทำให้ทุกพรรคต้องชูธง "ลดรายจ่ายเดินทาง" ผ่านมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทุกสีที่ต้องทำให้ได้จริงภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม" เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายแบบไร้รอยต่อ

ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” ได้ตรวจสอบข้อมูลนโยบายด้านคมนาคมทั้ง 3 พรรคการเมือง (พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน) ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการหาเสียงอย่างเป็นทางการ แต่ละพรรคมีนโยบายด้านการคมนาคมขนส่งที่น่าสนใจดังนี้

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย เน้นนโยบายเกี่ยวกับการใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นเครื่องมือลดค่าครองชีพ โดยใช้งบประมาณอุดหนุน (Subsidy) รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) ในเขตเมือง คือ

  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยขยายผลให้ครอบคลุมทุกสี ทุกระบบ โดยใช้ระบบตั๋วร่วมที่เชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยตั้งเป้าว่าหากเดินทางข้ามสายจะจ่ายรวมไม่เกิน 20 บาท (จากเดิมที่บางระบบยังแยกจ่ายค่าแรกเข้า)
  • ระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) หรือรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท โดยจัดตั้งระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าในราคาเดียว 10 บาทตลอดสาย เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและแก้ปัญหา PM 2.5
  • รถบริการสาธารณะไฟฟ้า 90,000 คัน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถเป็น EV พร้อมจัดสรรพื้นที่ใต้ทางด่วนเป็นจุดชาร์จไฟในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 35%

ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ยังคงสานต่อโครงการเดิมที่เริ่มไว้ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ทั้ง 2 ระยะ ,โครงการแลนด์บริดจ์ ,โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดง ตลอดจนการผลักดันรถไฟฟ้าสายใหม่ในกรุงเทพฯ และรถไฟทางคู่สายใหม่ ระยะที่ 2 ฯลฯ 

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเน้นการอุดหนุน เพื่อลดค่าครองชีพทันที ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนในเมือง แต่มีความเสี่ยงเรื่องภาระงบประมาณระยะยาวและการเจรจาสัญญาสัมปทานที่ซับซ้อนกับเอกชน

พรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทย ยังคงยึดมั่นในนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ โดยมุ่งเน้นการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ทั้ง

  • โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้าน ที่ปักธงชุมพร-ระนอง เชื่อมโลกฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง, มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ โดยจะเปิดให้ต่างชาติร่วมลงทุน (PPP) 100% เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ เพื่อเชื่อมอุตสาหกรรมหลังท่าเรือเพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ในภาคใต้ 
  • โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ ที่ช่วยแก้ปัญหารถติดในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่างให้ทัดเทียมกับเมืองเศรษฐกิจชั้นนำอื่น ๆ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย
  • ดิสนีย์แลนด์ในไทย ซึ่งจะเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญา 

พรรคประชาชน

พรรคประชาชน เน้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง-กระจายอำนาจ โดยเป็นนโยบายที่สวนทางกับ "ความใหญ่โต" แต่เน้น "ความทั่วถึง" โดยปรับลดงบประมาณเมกะโปรเจ็กต์ที่ "ไม่คุ้มค่า" หรือซ้ำซ้อน มากระจายลงสู่ระดับท้องถิ่นและฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 

  • รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด (Nano Bus) นำร่อง 15 เมือง โดยการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ 10,000 ล้านบาท/ปี ต่อเนื่อง 8 ปี เพื่อให้ท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล) มีงบและอำนาจจัดทำระบบขนส่งของตัวเอง ตั้งเป้า 3,000 คันภายใน 4 ปี
  • ตั๋วร่วมเพดาน 45 บาท โดยกำหนดราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม รถเมล์ค่าแรกเข้า 8 บาท + 1 บาท/กม. (สูงสุด 25 บาท) ส่วนรถไฟฟ้าเริ่มต้น 15 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่สาย

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่โครงสร้าง คิดรอบด้านเพื่อประโยชน์ของผู้โดยสารทุกกลุ่มภายใต้แนวคิดขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน โดยจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ เช่นเดียวกับการจัดการถนนอัจฉริยะ โดยยกเลิก 7 พ.ร.บ. ถนนเดิม และแทนที่ด้วย พ.ร.บ. ถนนฉบับเดียว เพื่อจัดลำดับชั้นถนนใหม่ เน้นความปลอดภัยและติดตั้งระบบ AI ตรวจจับอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจับตา นั่นคือ “พรรคเพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องการเน้นการก่อสร้างขนาดใหญ่ ขณะที่ “พรรคประชาชน” มุ่งเน้นไปที่ระบบบริหารจัดการและเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็น "ทางสองแพร่ง" ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้