

KEY
POINTS
การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ยังเป็นที่น่าจับตาของประชาชนที่จะใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคการเมืองยักษ์ใหญ่ประสานเสียงชูนโยบาย "คมนาคม" เป็นไม้ตายดึงคะแนนเสียง พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียนด้วยเม็ดเงินสะพัดกว่า 2.14 ล้านล้านบาท
โดยไฮไลต์อยู่ที่การชิงดำโครงการ "แลนด์บริดจ์" และรถไฟความเร็วสูง ท่ามกลางกระแสกดดันด้านค่าครองชีพที่กลายเป็นโจทย์หลัก ทำให้ทุกพรรคต้องชูธง "ลดรายจ่ายเดินทาง" ผ่านมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทุกสีที่ต้องทำให้ได้จริงภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม" เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายแบบไร้รอยต่อ
ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” ได้ตรวจสอบข้อมูลนโยบายด้านคมนาคมทั้ง 3 พรรคการเมือง (พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน) ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการหาเสียงอย่างเป็นทางการ แต่ละพรรคมีนโยบายด้านการคมนาคมขนส่งที่น่าสนใจดังนี้
พรรคเพื่อไทย เน้นนโยบายเกี่ยวกับการใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นเครื่องมือลดค่าครองชีพ โดยใช้งบประมาณอุดหนุน (Subsidy) รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) ในเขตเมือง คือ
ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ยังคงสานต่อโครงการเดิมที่เริ่มไว้ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ทั้ง 2 ระยะ ,โครงการแลนด์บริดจ์ ,โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดง ตลอดจนการผลักดันรถไฟฟ้าสายใหม่ในกรุงเทพฯ และรถไฟทางคู่สายใหม่ ระยะที่ 2 ฯลฯ
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเน้นการอุดหนุน เพื่อลดค่าครองชีพทันที ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนในเมือง แต่มีความเสี่ยงเรื่องภาระงบประมาณระยะยาวและการเจรจาสัญญาสัมปทานที่ซับซ้อนกับเอกชน
พรรคภูมิใจไทย ยังคงยึดมั่นในนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ โดยมุ่งเน้นการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ทั้ง
พรรคประชาชน เน้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง-กระจายอำนาจ โดยเป็นนโยบายที่สวนทางกับ "ความใหญ่โต" แต่เน้น "ความทั่วถึง" โดยปรับลดงบประมาณเมกะโปรเจ็กต์ที่ "ไม่คุ้มค่า" หรือซ้ำซ้อน มากระจายลงสู่ระดับท้องถิ่นและฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า
ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่โครงสร้าง คิดรอบด้านเพื่อประโยชน์ของผู้โดยสารทุกกลุ่มภายใต้แนวคิดขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน โดยจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ เช่นเดียวกับการจัดการถนนอัจฉริยะ โดยยกเลิก 7 พ.ร.บ. ถนนเดิม และแทนที่ด้วย พ.ร.บ. ถนนฉบับเดียว เพื่อจัดลำดับชั้นถนนใหม่ เน้นความปลอดภัยและติดตั้งระบบ AI ตรวจจับอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจับตา นั่นคือ “พรรคเพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องการเน้นการก่อสร้างขนาดใหญ่ ขณะที่ “พรรคประชาชน” มุ่งเน้นไปที่ระบบบริหารจัดการและเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็น "ทางสองแพร่ง" ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้