

นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงแกนนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดนโยบายที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาบุคลากร การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ดังนี้
1.ยกระดับทักษะแรงงาน “เรียนได้งบ จบได้งาน” พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการผ่านนโยบาย Up-skill และ Re-skill โดยพรรคเข้าใจดีว่าแรงงานที่ต้องการพัฒนาทักษะมักกังวลเรื่องการขาดรายได้ระหว่างการฝึกอบรม
จึงเสนอนโยบายจ่ายเงินชดเชยให้เดือนละ 10,000 บาท ในระหว่างการอบรม และเมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการ Matching งานให้ทันทีเพื่อให้แรงงานกลับเข้าสู่ระบบพร้อมทักษะที่สูงขึ้น
2.ดันไทยสู่ World Class Destination และศูนย์กลางการแพทย์ ในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น World Class Event Destination: มุ่งชักชวนการจัดอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
Medical, Health and Beauty Hub ใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และบริการที่เป็นยอมรับระดับสากล โดยเฉพาะการรักษาเฉพาะทางและการผ่าตัดศัลยกรรม/แปลงเพศ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง (High Spending) และพำนักในไทยนาน 7-10 วัน
Wedding Destination โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ หลังจากการผ่าน พรบ. สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย
3.ยุทธศาสตร์ปั้น “เมืองรอง” ป้องกันปัญหา Over-tourism พรรคมีแผนพัฒนาเมืองรองที่มีศักยภาพให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักภายใน 10 ปี เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวให้ถึง 40 ล้านคนโดยไม่เกิดปัญหาความแออัดจนเกินไป
กลยุทธ์สำคัญ คือ การทำให้เกิด Yearly Schedule รัฐจะสนับสนุนให้เอกชนจัดกิจกรรมหลักๆ ในเมืองรอง อาทิ MusicMarketing โดยรัฐอำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตและจัดทำตารางกิจกรรมล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโรงแรมระดับ 3 ดาวในพื้นที่เมืองรอง และการพัฒนา Transportation Loop พัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองหลักและเมืองรองให้เป็นระบบ
4.สร้างสมดุลตลาดออนไลน์และเพิ่มความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ในส่วนของการรับมือกับแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) ที่มีการเก็บค่า GP สูง พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดให้รัฐเข้ามามีบทบาทในลักษณะ Affiliate เพื่อสร้าง Marketing Power และสร้างสมดุลในตลาดโดยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดเสรีจนเกินไป นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
พรรคจะผลักดันนโยบาย Digital Government เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และลดปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงมีแนวคิดดึงภาคเอกชนลงทุนในระบบความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) เนื่องจากรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซ่อมบำรุง (M&E) เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้นำเสนอนโยบายการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกหลักที่เข้มแข็งในการพยุงเศรษฐกิจ โดยพรรคได้วิเคราะห์ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันว่ามีการกระจุกตัวสูง ทั้งในเชิงพื้นที่ที่เม็ดเงินกว่า 70% อยู่ในเพียง 5 จังหวัด และในเชิงฤดูกาลที่เน้นเฉพาะช่วง High Season เท่านั้น
นอกจากนี้ยังเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กลับมาเที่ยวซ้ำเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มานานกว่า 10 ปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวของอุตสาหกรรม พรรคประชาชนได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 5 โจทย์หลัก ดังนี้
1. การปราบปรามทุนเทาและธุรกิจนอมินีอย่างถอนรากถอนโคน โดยประเด็นเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากมีการประเมินว่าเม็ดเงินท่องเที่ยวประมาณ 20-30%ตกอยู่ในกลุ่มทุนเทาหรือนอมินี ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันได้เพราะถูกตัดราคา โดยพรรคเสนอมาตรการจัดการ 3 ระดับ
2. การสร้าง “Man-made Destination”และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองและดึงดูดการเที่ยวซ้ำ พรรคมีนโยบายเตรียมงบประมาณ 5,000 - 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destination) ขนาดใหญ่ 5-10 แห่ง ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังจะสนับสนุนงบประมาณก้อนละ 200 ล้านบาท ให้กับเมืองรอง 25 แห่ง
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจที่จะช่วยต่อยอดรายได้ของประเทศ โดยมีการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปผ่านแนวคิด “4D” และนำเสนอแนวทางที่รัฐจะต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็น “ผู้สนับสนุน” (Enabler) อย่างเต็มตัว
พรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้าน หรือ 4D ได้แก่
นอกจากนี้ แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ถึง 12% ของประเทศและจ้างงานกว่า 1 ล้านคน แต่ความน่าดึงดูดของไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน
พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือผู้ผลักดันภาคเอกชน ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์การทำงาน 3 ระยะ ประกอบด้วย 1. ระยะสั้น: แก้ไขและสร้างความเชื่อมั่นเน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและปิดเคสอย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน
พร้อมทั้งนำมาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กลับมาใช้ในช่วง Low Season เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะผลักดันระบบ Open Data และ Common Platform เพื่อให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ AI สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
2. ระยะกลาง: เปิดตลาดใหม่และยกระดับศักยภาพ มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Segment) เช่น: Wellness และ Medical Tourism: รวมถึงการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ LGBTQ+, ความยั่งยืน (ESG): เน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์, MICE Tourism: ใช้จุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางองค์กรระหว่างประเทศและเตรียมพร้อมการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 เพื่อดึงดูดการประชุมระดับโลก
กองทุนส่งเสริมเมืองรอง: จัดสรรงบประมาณและ Seed Capital เพื่อยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่น (เช่น ทรงวาดโมเดล) ผ่านเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคม และ คูปองการศึกษา: ให้แรงงานในภาคท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ “อัปสกิล-รีสกิล” ด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการตลาด
3. ระยะยาว: โครงสร้างพื้นฐานและการค้าเสรีเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเชื่อมโยง (Connectivity) ระหว่างเมืองหลักและเมืองรองอย่างชัดเจน สนับสนุนการสร้าง Man-made Destination โดยใช้มาตรการทางภาษีจูงใจและลดอุปสรรคด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายคือการใช้การเจรจา FTA (การค้าเสรี) เพื่อเปิดทางให้เกิดการร่วมทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาระบบ Payment ต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมในระดับสากล
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง นโยบายการท่องเที่ยวของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะการยกระดับการท่องเที่ยวภาคใต้ จากทรัพยากรที่มี สู่รายได้ที่ยั่งยืน
โดยมองว่าภาคใต้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แต่ที่ผ่านมา รายได้จากการท่องเที่ยวยัง “ไม่เต็มศักยภาพ” ถึงเวลาวางรากฐานพัฒนาการท่องเที่ยวใหม่อย่างเป็นระบบ เชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามัน–อ่าวไทย พัฒนาเมืองหลัก–เมืองรอง ให้เที่ยวได้ทั้งปีฟื้นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ครอบคลุม สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง “สร้างงาน สร้างรายได้ถึงมือคนในพื้นที่”และยกระดับ “สามเหลี่ยมเมืองท่องเที่ยว”พังงา–กระบี่–ภูเก็ต ให้ธุรกิจแข็งแรงได้อย่างยั่งยืน
ผมขอเสนอการพัฒนา สามเหลี่ยมเศรษฐกิจท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ภูเก็ต – พังงา – กระบี่ ให้เติบโตอย่างมีทิศทางและแตกต่าง โดยภูเก็ต ศูนย์กลางท่องเที่ยวพรีเมียม เชื่อมโลก พังงา เมืองท่องเที่ยวสายรักษ์โลก ผมผลักดัน เกาะคอเขา เป็นต้นแบบ เกาะคาร์บอนต่ำยานพาหนะทั้งเกาะเป็น EV
ส่วนกระบี่ เพชรเม็ดงามแห่งอันดามันคลองท่อมมี “น้ำพุร้อนเค็ม” แห่งที่ 2 ของโลกพร้อมน้ำตกร้อน–สระมรกต แหล่งธรรมชาติระดับโลก ขณะเดียวกัน ฝั่งอ่าวไทย
ผมเดินหน้า ฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม พัฒนาชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา 142 ชุมชน ครอบคลุม สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ต่อยอด หนึ่งตำบล หนึ่งอาชีพอิสระสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ที่ยังคงเอกลักษณ์ไว้ รวมถึงพัฒนาระบบ คมนาคม เชื่อมถนน รถไฟ เครื่องบิน และการเดินทางทางทะเลอย่างครบวงจร