

ประชันวิสัยทัศน์ “Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เปิดเวทีดีเบตภูมิภาค เวทีสุดท้ายของภาคใต้ จังหวัดสงขลา ณ สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมืองหลักเข้าร่วม หวังมัดใจพี่น้องด้ามขวานไทย
ประกอบไปด้วย 1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, 2. นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, 3. นายฉัตรชัย นิติภักดิ์ พรรคกล้าธรรม, 4. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, 5. นางสาวภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน และ 6. นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ในเบรกที่ 2 เป็นเวที คำถามจากตัวแทนพรรค (ประชันดีเบต) จำนวน 6 คำถาม และมีการสุ่มเลือกตัวแทนพรรคมาตอบคำถาม ซึ่งในระหว่างนั้น ตัวแทนพรรคสามารถใช้สิทธิ์แย้งข้อมูลได้
โดยเริ่มต้นจาก "กรณ์ จาติกวณิช" ที่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการ ด้อยค่า หรือการเหยียดหยามในเรื่องของอาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ และถิ่นกำเนิด ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะบุคคลทุกอาชีพควรมีสิทธิและโอกาสในการเป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งคำถามแรก คือ ทุกพรรคให้ความเท่าเทียมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่
ซึ่งจากการสุ่มได้ "ฉัตรชัย นิติภักดิ์" จากพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ตอบคำถาม โดยได้ชี้แจงว่า ตนขอเน้นย้ำว่าพรรคของตนให้ความสำคัญกับการสู้กันด้วยนโยบาย เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ พร้อมทั้งระบุว่าตนเองไม่เคยให้ร้ายพรรคอื่นในเรื่องส่วนตัวหรือถิ่นกำเนิด
แต่กลับกันมักจะถูกพรรคอื่นพาดพิงว่าเป็น "พรรคสีเทา" ซึ่งตนมองว่าเรื่องการด้อยค่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล และเชื่อมั่นว่าประชาชนมีความฉลาดพอที่จะตัดสินใจได้เองจากพฤติกรรมของผู้สมัครเหล่านั้น
ขณะที่ "กรณ์ จาติกวณิช" ได้ขยายความในประเด็นนี้ว่า แม้การแบ่งแยกผู้คนด้วยอาชีพหรือถิ่นกำเนิดจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่สิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือระหว่าง วิถีที่สุจริต กับวิถีที่ทุจริต
โดยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่พัฒนาในปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจาก การทุจริตคอร์รัปชัน ที่อยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งตั้งคำถามโดยตรงไปที่ประเด็นการ ซื้อเสียง ว่าเงินที่นำมาใช้นั้นมีที่มาอย่างไร และหากผู้สมัครเหล่านั้นได้รับเลือกเข้าไป จะต้องเข้าไปทำพฤติกรรมอย่างไรเพื่อถอนทุนคืนในอนาคต
ในช่วงท้ายของการโต้แย้ง "ฉัชชัย" ได้ใช้มุมมองในฐานะที่เคยเป็นตำรวจและผู้พิพากษามาอย่างยาวนานเพื่อตอบโต้เรื่องการกล่าวหาทุจริต โดยยึดหลักการของ นิติรัฐ ที่ว่าการจะกล่าวหาใครว่าผิดหรือทุจริตนั้น จะต้องมีการพิสูจน์ตามกระบวนการจนถึงที่สุดก่อนจะตัดสินว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิด
และ "กรณ์" ได้โต้กลับในประเด็นนี้ว่า ในกรณีของการเลือกตั้งนั้น ประชาชนไม่จำเป็นต้องรอกระบวนการยุติธรรม เพราะประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินได้ทันทีจากประสบการณ์ตรงว่าตนเองได้รับเงินมาจากใคร ซึ่งถือเป็นกระบวนการตัดสินใจโดยตรงของภาคประชาชน
คำถามที่ 2 เป็นคิวของ "ฉัตรชัย นิติภักดิ์" จากพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ตั้งโจทย์คำถาม คือ "ทำไม 30 ปี ภาคใต้ไม่ถูกพัฒนา" โดยได้เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าพื้นเพของตนเองว่าเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในครอบครัวเกษตรกรที่มีฐานะยากจน
และได้เห็นการหาเสียงเลือกตั้งมาตั้งแต่สมัยยังเด็กจนปัจจุบันอายุล่วงเลยมากว่า 60 ปีแล้ว เขารู้สึกสงสัยและตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าเหตุใดในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการนำเสนอนโยบายเมกะโปรเจกต์มากมาย แต่สภาพความเป็นจริงของพี่น้องชาวใต้ โดยเฉพาะเรื่องถนนหนทางและปัญหาความยากจนที่เรียกว่า "จนแจ๊กๆ" ยังคงวนเวียนอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
จากการสุ่มเลือกในรอบนี้ได้ "ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน" มาเป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งเมื่อได้รับคำถามดังกล่าว "ภคมน" ได้แสดงความเห็นแย้งอย่างร้อนแรง และไม่ได้มีการตอบคำถามแต่เป็นการตั้งคำถามย้อนกลับว่า พรรคกล้าธรรมเองก็เป็นพรรคที่ร่วมรัฐบาลมาโดยตลอดและได้รับผิดชอบกระทรวงใหญ่ที่ดูแลเกษตรกรโดยตรง
เธอมองว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลกลับมายืนตั้งคำถามถึงปัญหาความเดือดร้อนกับประชาชนเสียเอง แทนที่จะเป็นที่พึ่งในช่วงวิกฤต เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่ชาวบ้านยังไม่สามารถซ่อมแซมบ้านเรือนหรือเปิดร้านค้าได้
ทางด้านตัวแทนพรรคกล้าธรรมได้ชี้แจงกลับว่า "ภคมน" อาจเข้าใจประเด็นของตนคลาดเคลื่อน เพราะตนกำลังพูดถึงภาพรวมความล้มเหลวในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีพรรคประชาชนหรือพรรคกล้าธรรมเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
โดย "ฉัตรชัย" ยืนยันว่าในส่วนของการทำงานร่วมรัฐบาลนั้น พรรคกล้าธรรมไม่ใช่แกนนำหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคได้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การนำของผู้กองธรรมนัสและอาจารย์นฤมล ก็ได้สร้างผลงานที่เห็นชัดเจน ทั้งเรื่องที่ดินทำกินและการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากพรรคประชาชนได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยระบุว่าไม่ว่าจะอยู่ในอำนาจเพียง 1 วัน หรือ 2 ปี ก็ควรต้องมีความคืบหน้าให้ประชาชนเห็น ไม่ใช่เพียงแค่อ้างว่าไม่ได้เป็นแกนนำแล้วไม่สามารถผลักดันอะไรได้
รวมถึงนำเสนอว่าพรรคประชาชนมีแผนงาน 100 วันแรกที่จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทันที และเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคประชาชนเพื่อให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้าไปผลักดันนโยบายทั้งหมดให้สำเร็จจริง ซึ่งการโต้ตอบในประเด็นนี้ดำเนินไปอย่างดุเดือดก่อนจะจบการนำเสนอของทั้งสองฝ่าย
ในคำถามที่ 3 เป็นฝั่ง "ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน" ซึ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองน้อยที่สุด ได้ตั้งคำถามต่อเหล่านักการเมืองผู้คร่ำหวอดถึงอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยและพื้นที่ภาคใต้
โดยพรรคที่ได้รับคัดเลือกให้ตอบคำถามนี้ คือ "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งมี "ก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรค" เป็นผู้ตอบคำถาม โดยได้กล่าวเริ่มต้นด้วยการชื่นชมความดุดันของคนรุ่นใหม่ พร้อมวิเคราะห์ว่าแท้จริงแล้วภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีความพร้อมสูงสุดในทุกด้าน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและบุคลากรที่มีความใฝ่เรียนรู้สูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาในอดีตคือเด็กใต้ที่ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ มักไม่กลับมาทำงานที่บ้านเกิดเพราะขาดแคลนงานที่มีค่าตอบแทนสูง
ทั้งนี้ "ก่อแก้ว" ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ภาคใต้ไม่ก้าวหน้าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือปัญหาเรื่องนักการเมืองที่โกหกประชาชน โดยเขาขยายความว่ามีนักการเมืองที่มักปราศรัยบิดเบือนข้อเท็จจริง และยกตัวอย่างกรณีในปี พ.ศ. 2554 ที่พบว่างบประมาณของ ส.ส. ภาคใต้จำนวนหลายพันล้านบาทกลับไปปรากฏอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ภาคใต้ขาดการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ยังได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงวัฒนธรรมการเมืองที่บางพรรคไม่เน้นการแข่งขันกันด้วยนโยบาย แต่กลับใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายคู่แข่ง จนสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมภาคใต้ แทนที่จะให้ประชาชนตัดสินใจเลือกจากความพึงพอใจในผลงานและนโยบายในทุก 4 ปีตามกติกาประชาธิปไตย
ในทางกลับกัน "ภคมน" ได้โต้แย้งประเด็นดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเองก็เคยเป็นรัฐบาลเช่นกัน พร้อมทั้งเสนอแนะว่าอุปสรรคที่แท้จริงซึ่งฉุดรั้งประเทศไว้คือเรื่องของ "นิติสงคราม" ที่ถูกนำมาใช้กับกลุ่มการเมืองที่ยืนอยู่ข้างประชาชน
ซึ่งตัว "ก่อแก้ว" และพรรคต้นสังกัดเองก็เคยเผชิญกับชะตากรรมนี้ แม้จะยอมรับว่าหากไม่มีการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2549 ประเทศไทยคงก้าวหน้าไปไกลกว่าการเป็นประเทศที่เติบโตต่ำสุดในอาเซียน แต่เขายังคงยืนยันในมุมมองเดิมว่าปัญหาอันดับแรกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่คือพฤติกรรมของนักการเมืองในภาคใต้
ปละท้ายที่สุดบทสนทนาจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนทัศนะที่สะท้อนถึงมุมมองปัญหาจากสองมุมมอง คือจากตัวบุคคลทางการเมืองและจากโครงสร้างทางกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
คำถามที่ 4 ถึงรอบของ "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ตั้งคำถาม เริ่มต้นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของประเทศไทย ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามเข้าไปในระดับสถาบันครอบครัวและกลุ่มเพื่อนจนเกิดความแตกแยกเป็นสีต่างๆ ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักไทยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้หนักที่สุด
แม้ในปัจจุบันจะมีพรรคสีส้มเข้ามามีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระในฐานะส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้วยก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการทราบแนวทางจากผู้ที่มีโอกาสจะเป็นนายกรัฐมนตรีว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาสังคมอย่างไรเพื่อให้ประชาชนเลิกสู้รบตบมือกัน และกลับมายืนหยัดบนจุดยืนประชาธิปไตยตามกติกาสากล คือการยอมรับผลการเลือกตั้งในทุก 4 ปี หากไม่พอใจพรรคเดิมก็ค่อยเลือกพรรคใหม่ในวาระถัดไปแทนการทะเลาะกัน
จากการสุ่มเลือกตัวแทนพรรคการเมืองในครั้งนี้ได้ "จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" มาเป็นผู้ตอบคำถาม โดยยอมรับว่าคำถามของ "ก่อแก้ว" เป็นสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่สังคมไทยอยากเห็น
แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเพราะมนุษย์ย่อมมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นธรรมดา แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกัน พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอแนวทางโดยเน้นเรื่อง "การบริหารนำการเมือง" เพราะมองว่าหากมัวแต่เล่นการเมืองก็จะติดอยู่กับความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น
ทางพรรคจึงตั้งเป้าหมายที่จะ "เดินทะลุความขัดแย้ง" เพื่อมุ่งไปสู่การทำงานให้ประชาชนเป็นหลัก แม้จะยอมรับว่าความสงบสุขรอยยิ้มแบบโลกศรีวิไลนั้นเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ แต่เขายืนยันว่าหากตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะสามารถแก้ปัญหานี้ให้เห็นได้อย่างแน่นอน
นอกจากเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้งแล้ว ผู้สมัครจากพรรคโอกาสใหม่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ โดยเรียกร้องให้ทุกพรรคเอาประชาชนเป็นที่ตั้งเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ซึ่งมีความพร้อมมากที่สุดในการพัฒนาไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม "ก่อแก้ว" ได้กล่าวแย้งในช่วงท้ายว่ายังไม่ค่อยพอใจกับคำตอบดังกล่าวนัก เนื่องจากผู้สมัครระบุว่าการแก้ไขปัญหานั้นทำได้ยาก ซึ่งคุณก่อแก้วมองว่าหากพรรคโอกาสใหม่แก้ไม่ได้หรือโอกาสหมดลง ก็ควรให้โอกาสนั้นแก่พรรคเพื่อไทยในการเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งบทสนทนาจบลงด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองและการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างผู้ร่วมสนทนา
คำถามที่ 5 "จตุพร บุรุษพัฒน์" ได้ตั้งโจทย์ โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงวาทกรรม "ความรักชาติ" ที่ถูกนำมาใช้ในการหาเสียง โดยมีการตั้งประเด็นท้าทายให้นักการเมืองตอบว่านิยามของคำนี้คืออะไร และในความเป็นจริงแล้วสังคมไทยยังมีใครที่ไม่รักชาติอยู่อีกหรือไม่
ซึ่งจากการสุ่มเลือกผู้ตอบคำถามในครั้งนี้ คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย" โดยได้ชี้แจงในมุมมองส่วนตัวว่า "ชาติ" ในความหมายของเขาคือสิ่งที่มีอาณาเขต วัฒนธรรม ประเพณี และผู้นำที่ชัดเจน
โดยตนได้ยืนยันถึงจุดยืนที่เคยกล่าวไว้ว่า ในเมื่อการเมืองแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน หากใครที่คิดว่าตนเองรักชาติก็ควรเลือกฝั่งที่รักชาติ แต่หากใครเลือกอีกฝั่งหนึ่งก็เป็นการแสดงตัวตนที่ชัดเจนเช่นกัน ทั้งยังระบุว่าหากใครเดือดร้อนหรือออกมาตอบโต้คำพูดนี้ ก็อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วมีความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รักชาติ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวได้นำไปสู่การโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนจาก "ภคมน" ตัวแทนจากพรรคประชาชนโดยเห็นแย้งว่า มองว่าการนำเรื่องชาติมาเป็นข้ออ้างเพื่อ "แบ่งแยกและชี้หน้าผู้อื่น" ว่าไม่รักชาตินั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และถูกมองว่าเป็นการ "โหนชาติ" เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบันที่ประชาชนก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว โดยมีการเสนอว่าการพิสูจน์ความรักชาติที่แท้จริงไม่ควรทำด้วยการขีดเส้นแบ่งฝ่าย แต่ควรนำ "วาระเพื่อประโยชน์สาธารณะ" มาวางบนโต๊ะเพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า หากรักชาติจริงจะทำอะไรเพื่อประเทศและประชาชนบ้าง
ในช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยน "กรณ์" ได้เข้ามาเสริมว่า วาทกรรมที่สร้างความแตกแยกเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง และการที่คุณพิพัฒน์อ้างว่าไม่ได้เจาะจงว่าใครไม่รักชาติ ยิ่งเป็นการสร้างความสับสนและสะท้อนถึงการไม่รับผิดชอบต่อคำพูดที่อาจทำให้สังคมแตกแยก เมื่อมีการจี้ถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้ว แต่ฝั่ง "พิพัฒน์" ยอมรับหรือไม่ว่า "ทุกพรรคการเมืองล้วนรักชาติ"
อย่างไรก็ตาม "พิพัฒน์" ได้ชี้แจ้งว่า ตนกลับยืนยันอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่สามารถยอมรับคำพูดนั้นได้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อว่าในมุมมองทางการเมืองนี้ ยังมีพรรคการเมืองที่ไม่รักชาติอยู่จริง
คำถามสุดท้ายจาก "พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย" โดยได้ตั้งโจทย์ถึงแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นคิวของ "กรณ์ จาติกวณิช" ในการตอบคำถาม
โดย "กรณ์" กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์นั้น มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนผ่าน 2 มิติสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป มิติแรกคือการพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งพรรคให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย
เพราะหากปราศจากความเชื่อมั่นต่อกันแล้ว โอกาสที่การพูดคุยจะบรรลุความสำเร็จย่อมเป็นไปได้ยาก ส่วนมิติที่สองคือการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในพื้นที่นี้จำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก
โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องรักษาอัตลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และต้องยอมรับต่อสถาพความเปราะบางของสถานการณ์ในพื้นที่เป็นสำคัญ
ในเชิงปฏิบัติ พรรคประชาธิปัตย์ได้หยิบยกผลงานในอดีตเรื่องการฟื้นฟูศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นมาเป็นกลไกหลัก โดยมองว่าปัจจุบันมีการใช้บทบาทของหน่วยงานนี้ในการแก้ปัญหาน้อยเกินไป จึงมีข้อเสนอให้มีการยกระดับ ศอ.บต. เพื่อจัดการปัญหาใน 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรกคือการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความสงบ ซึ่งมีเป้าหมายเร่งด่วนที่น่าสนใจคือการปลดล็อก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาออกจากพื้นที่สีแดง เพื่อเปิดทางให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
ประเด็นต่อมาคือการจัดตั้งกลไกที่มีลักษณะคล้ายสภาเฉพาะเจาะจง เพื่อทำหน้าที่เสนอแนวทางการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้กลไกนี้รายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตรงจุด
ซึ่งแนวทางเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับโครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนได้ โดยเป็นแนวทางที่เน้นทั้งด้านความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวทีดีเบต "จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ในพื้นที่ภาคใต้ นายพิพัฒน์ได้แสดงความเห็นพ้องและแสดงความพอใจต่อแนวทางที่คุณกรณ์นำเสนอ โดยมองว่าเป็นคำตอบที่ตรงใจและเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม
นายพิพัฒน์ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการจัดการปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยเน้นย้ำว่าแม้ "การเจรจา" จะเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในกระบวนการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างขาดเสียมิได้คือ "การสร้างอาชีพ" ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากการบรรยายนี้คือการมองปัญหาผ่านมิติของ "สังคมที่เปาะบาง" ซึ่งนายพิพัฒน์เสนอว่าการสร้างงานสร้างอาชีพนั้น ไม่ใช่เพียงการยัดเยียดงานทั่วไปเข้าไป แต่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าอาชีพประเภทใดที่ "เหมาะสม" กับวิถีชีวิตและสภาพสังคมของคนในพื้นที่นั้นจริงๆ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและตรงจุด
นอกจากนี้ บรรยากาศในการสนทนายังสะท้อนถึงความพยายามในการแสวงหาความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาคส่วนการเมือง โดยมีการกล่าวถึงการจับมือกันทำงานเพื่อสร้างคำตอบที่น่าพอใจให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายของการร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม