thansettakij
ส่อง 'นโยบายการศึกษา' หาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเปย์หนัก-โดนใจสุด?

ส่อง 'นโยบายการศึกษา' หาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเปย์หนัก-โดนใจสุด?

05 ก.พ. 2569 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 09:26 น.

ศึกเลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิการศึกษาที่แต่ละพรรคจัดเต็มงบประมาณรวมหลายแสนล้าน "ฐานเศรษฐกิจ" พาไปเจาะลึกนโยบายพรรคการเมือง ตั้งแต่เรียนฟรีปริญญาตรีถึงเอก การแจกคูปองอัพสกิล ไปจนถึงการล้างหนี้ครูและ กยศ. พรรคไหนใช้เงินเท่าไหร่ มีรายละเอียดอย่างไร และ TDRI เตือนอะไรบ้าง เช็กที่นี่

KEY

POINTS

  • พรรคไทยก้าวใหม่ชูนโยบายใช้งบประมาณสูงสุด เน้นเรียนฟรีจริงถึงปริญญาเอก ยกหนี้ กยศ. และแก้ปัญหาหนี้ครู
  • หลายพรรคการเมืองเน้นเชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงานและทักษะอนาคต เช่น แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ (พรรคเพื่อไทย) คูปองอัพสกิล (พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์) และการเรียนรู้ด้าน AI
  • นโยบายด้านสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเป็นที่นิยม เช่น เรียนฟรีพร้อมอาหารเช้า (พรรคประชาธิปัตย์) อุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน (พรรคโอกาสใหม่) และแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรี (พรรคภูมิใจไทย)
  • มีข้อเสนอแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ที่หลากหลาย ตั้งแต่การยกหนี้ทั้งระบบ (พรรคไทยก้าวใหม่) ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ทำงานใช้หนี้แทนเงินสด (พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคประชาธิปัตย์)

ในสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง "นโยบายการศึกษา" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของห้องเรียนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการพัฒนา "ทุนมนุษย์" ของประเทศ

ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากโพลสำรวจของเนชั่นที่พบว่าประชาชนกว่า 12.37% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปการศึกษาและทักษะอาชีพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

"ฐานเศรษฐกิจ" รวบรวมและเจาะลึกนโยบายการศึกษาจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่แจ้งต่อ กกต. พร้อมวงเงินงบประมาณแบบละเอียด

พรรคไทยก้าวใหม่: ทลายขีดจำกัดการศึกษาด้วยงบแสนล้าน

พรรคไทยก้าวใหม่นำเสนอนโยบายที่ "เปย์" หนักที่สุดในด้านการอุดมศึกษาและการจัดการหนี้สินทางการศึกษา โดยชูแนวคิดการลงทุนในสมองเพื่อหยุดความจนข้ามรุ่น:

เรียนฟรีจริง ไม่ผ่านคนกลาง: ใช้วงเงินสูงถึง 84,500 ล้านบาทต่อปี โดยใช้ระบบ Direct Benefit Transfer (DBT) โอนเงินอุดหนุนตรงถึงผู้ปกครองผ่านแอปฯ เป๋าตัง เพื่อตัดค่ายใช้จ่ายแฝงและยุติการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโรงเรียน

เรียนฟรีปริญญาตรีถึงปริญญาเอก (มหาวิทยาลัยรัฐ): ใช้วงเงิน 52,200 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์พื้นฐานในภาคปกติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพโดยไม่สร้างหนี้รัฐใหม่

ยกหนี้ กยศ. ทั้งระบบ: ใช้วงเงิน 51,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการออกพันธบัตรการศึกษา (Education Bond) อายุ 10-15 ปี เพื่อล้างหนี้ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตได้โดยไม่มีภาระ

แก้ปัญหาหนี้ครู: ใช้วงเงิน 40,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านกลไก AMC เพื่อซื้อหนี้เสียในราคาต่ำ คืนศักดิ์ศรีให้ครูไทยได้กลับมาโฟกัสกับการสอน

อุดหนุนค่าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน: ใช้วงเงิน 6,573.9 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างความเท่าเทียมไม่ว่าเด็กจะเลือกเรียนสถาบันใด

พรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

พรรคประชาชนมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาทุกระดับ:

เรียนฟรี (เพิ่มงบรายหัว อาหาร และนม): ใช้วงเงิน 16,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อยกระดับโภชนาการและลดภาระผู้ปกครอง

พัฒนาและจัดการโรงเรียนทุกขนาดและอาชีวศึกษา: ใช้วงเงิน 12,500 ล้านบาทต่อปี เน้นสร้างศูนย์เรียนรู้ Coding และ Maker Space ในโรงเรียนแกนนำประจำอำเภอ

แจกคูปองการเรียนรู้นอกห้องเรียน: ใช้วงเงิน 11,200 ล้านบาทต่อปี ให้เด็กเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อส่งเสริมทักษะใหม่

ยกระดับทักษะแรงงาน (คูปองยกระดับ): ใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้คนวัยทำงานได้ Re-skill และ Up-skill ตามความต้องการของตลาด

อุดหนุนค่าสมัครสอบ TCAS: ใช้วงเงิน 320 ล้านบาทต่อปี เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงระดับอุดมศึกษา

พรรคประชาธิปัตย์: จัดหนักอาหารเช้าและคูปองอัพสกิล

พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานสวัสดิการพื้นฐานกับการพัฒนาวิชาชีพครู:

เรียนฟรี / อาหารเช้า / รถรับส่ง: ใช้วงเงิน 21,600 ล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรอาหารเช้าฟรี และงบอุดหนุนบันไดสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก

ภาษาอังกฤษเพื่อเด็กไทยทุกคน (English for All): ใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อจ้างครูต่างชาติหรือครูที่มีทักษะภาษาอังกฤษ 20,000 คน กระจายสู่ทุกโรงเรียน

บุฟเฟ่ต์การศึกษา (Edu Coupon): ใช้วงเงิน 7,500 ล้านบาทต่อปี สนับสนุนเงิน 3,000 บาทต่อคนต่อปี ให้ประชาชนเลือกเรียนทักษะเพื่อเพิ่มรายได้

ครูยิ้มได้ - กองทุนพัฒนาครูแห่งชาติ: ใช้วงเงิน 2,160 ล้านบาทต่อปี สำหรับจ้างเจ้าหน้าที่ลดภาระงานธุรการของครู และ 500 ล้านบาทต่อปี สำหรับพัฒนาทักษะครูระยะยาว

หางานให้ ใช้หนี้ กยศ.: ใช้วงเงิน 500 ล้านบาทต่อปี เพื่อจับคู่ลูกหนี้ กยศ. กับตำแหน่งงานในภาครัฐและท้องถิ่น

พรรคเพื่อไทย: เรียนได้งบ จบต้องมีงาน

พรรคเพื่อไทยเน้นการเชื่อมโยงการศึกษากับเทคโนโลยีและตลาดงานยุคใหม่:

เรียนได้งบ จบได้งาน: ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาทต่อปี สร้าง Skill Matching Platform เพื่อจับคู่ทักษะผู้เรียนกับตลาดแรงงาน

AI For All: ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาทต่อปี ให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้าน AI และรับ Token ฟรีเพื่อใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI

ทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship): ใช้วงเงิน 2,500 ล้านบาทต่อปี กระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในทุกอำเภอ

อาชีวะสร้างชาติ สู่อาชีวะสู่สากล: ใช้วงเงิน 200 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงหลักสูตรอาชีวะให้ตรงความต้องการตลาดและมีระบบ Work-Study

พรรคกล้าธรรม: แก้หนี้ครูคืนสู่ห้องเรียน

พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Educational Pillar โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงครูไทยให้กลับมามีสมาธิกับการสอนอย่างเต็มที่

มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ พร้อมกับการเพิ่มสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวงเงินงบประมาณ: ใช้วงเงิน 15,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นงบประมาณผูกพันรวม 60,000 ล้านบาทตลอด 4 ปี

แหล่งที่มาของเงิน มาจากการบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ 3 กระทรวง และการลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน

พรรคภูมิใจไทย: การศึกษาเท่าเทียม พลัส (เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา)

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายที่ใช้เทคโนโลยีมาทลายข้อจำกัดเรื่องสถานที่และต้นทุนการเรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ":

Online Learning Platform: จัดทำแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน เพื่อลดต้นทุนทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ที่ทันสมัย

Skill Bridge & Learning Passport: นโยบายสะพานพาคนไทยสู่อนาคต โดยเน้นการฝึกทักษะ (Up-skill, Re-skill) ที่ตรงความต้องการของตลาดงานจริง และมีระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่สามารถสะสมผลการเรียนเพื่อเทียบโอนหน่วยกิตรับปริญญาได้

โดยใช้วงเงินงบประมาณ 700 ล้านบาทในปีแรก สำหรับจัดทำแพลตฟอร์ม ส่วนแหล่งที่มาของเงินใช้วิธีการเกลี่ยงบประมาณที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนของค่าหนังสือเรียน ปี 2568 ของ สพฐ.

พรรครวมไทยสร้างชาติ: โรงเรียนประจำ 3 ภาษา และแก้หนี้ กยศ. ด้วยงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติเน้นการสร้างโอกาสให้เด็กยากจนและกลุ่มลูกหนี้ทางการศึกษา:

โรงเรียนประจำ 3 ภาษา: จัดตั้งโรงเรียนประจำ 10 แห่งใน 10 เขตการศึกษา เพื่อสร้างนักเรียนที่มีคุณภาพในระดับสากล (ไทย-จีน-อังกฤษ) โดยให้สิทธิบุตรหลานครอบครัวยากจนเรียนฟรีในหลักสูตรนานาชาติ ใช้วงเงิน 2,400 ล้านบาทต่อปี (ต่อเนื่อง 12 ปี รวม 28,800 ล้านบาท)

ใช้หนี้ กยศ. ด้วยงาน: ยกเลิกการฟ้องดำเนินคดีลูกหนี้ กยศ. ที่สุจริต และเปิดโอกาสให้เข้าโครงการทำงานในหน่วยงานรัฐหรือทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะเพื่อใช้หนี้แทนเงินสด โดยรัฐจะจ้างงานในอัตราเดือนละ 12,000 บาท โดยส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระหนี้ กยศ. จนหมดภาระภายในระยะเวลาที่กำหนด ใช้วงเงิน 33,720 ล้านบาท

พรรคโอกาสใหม่: อุปกรณ์การเรียนอัจฉริยะและ Matching Grant

พรรคโอกาสใหม่ชูจุดขาย "บริหารนำการเมือง" ด้วยการจัดกลุ่มสวัสดิการและทักษะแห่งอนาคต:

กระเป๋าเงินออนไลน์เพื่ออุปกรณ์การเรียน: สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน หนังสือ และเครื่องมือดิจิทัลผ่าน Digital Wallet ให้แก่นักเรียน ม.ปลาย และนักศึกษาปริญญาตรี โดยอุดหนุนเงินเดือนละ 300 บาทต่อคน เป็นเวลา 12 เดือนต่อปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายประมาณ 4 ล้านคน  ใช้วงเงินประมาณ 14,600 - 15,700 ล้านบาทต่อปี (รวม 4 ปี ประมาณ 58,400 - 62,800 ล้านบาท)

Learn to Earn: นโยบายสนับสนุนบริษัทเอกชนที่รับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงานและจัดเทรนนิ่งทักษะใหม่ โดยรัฐจะอุดหนุนเงินเดือนบางส่วนผ่านระบบ Matching Grant ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท

พรรคประชาชาติ: คืนศักดิ์ศรีครูศาสนาและกองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ

พรรคประชาชาติมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และสวัสดิการเด็กเล็ก:

เพิ่มค่าตอบแทนครูสอนศาสนา: ปรับเพิ่มค่าตอบแทนครูตาดีกา (ครูฟัรฎูอีน) และผู้สอนปริยัติธรรมเป็น 5,000 บาท และโต๊ะครูปอเนาะเป็น 6,000 บาท เพื่อคืนศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ปลูกฝังคุณธรรมในชุมชน ใช้วงเงิน 672 ล้านบาทต่อปี

สวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อเด็กเล็ก: อุดหนุนเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 7 ปี เพื่อพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ในช่วงวัยที่สำคัญที่สุด

กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ: จัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างงานใน 2,120 หมู่บ้านชายแดนใต้ เพื่อป้องกันปัญหาสมองไหล ใช้วงเงิน 2,120 ล้านบาท

ข้อสังเกตและคำเตือนจาก TDRI

คณะนักวิจัยจาก TDRI ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการศึกษาของหลายพรรคมุ่งเน้นไปที่การ "แจกและอุดหนุน" มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง หลายโครงการมีการประมาณการงบประมาณที่ ต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจประสบปัญหา Cost Overrun ในภายหลัง

นอกจากนี้ นโยบายการแจกคูปองหรือการล้างหนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบนิเวศและกลไกตรวจสอบที่รัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังที่เกินรับไหวในระยะยาว