

KEY
POINTS
สนามเลือกตั้งปี 2569 ทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อกระทรวงเกรด A อย่าง "กระทรวงคมนาคม" กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พรรคการเมืองใหญ่ต่างจ้องตาเป็นมัน เนื่องจากเป็นกระทรวงที่กุมงบประมาณลงทุนมหาศาลและมีเมกะโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า
"ฐานเศรษฐกิจ" ตรวจสอบความเคลื่อนไหวและนโยบายของ 3 พรรคการเมืองหลัก พบแนวโน้มและหน้าตา แคนดิเดต รมว.คมนาคม คนใหม่ และกลยุทธ์การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้นายสุริยะได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลแพทองธาร โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยและที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย
ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใน 4 รัฐบาล และมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง ทั้งในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตรและบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความสามารถในการจัดการปัญหาการเมืองภายในรัฐบาล และบารมีในการกำกับดูแลข้าราชการประจำในกระทรวงคมนาคม ระดับอธิบดีและบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งจำเป็นมากสำหรับกระทรวงที่มีโครงการซับซ้อนและงบประมาณสูง
ในช่วงที่ผ่านมา "พรรคเพื่อไทย" ยังคงยึดถือระบบ "อาวุโสและผลงาน" โดยนายสุริยะในฐานะอดีตรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม มีผลงานชัดเจนในเรื่องการผลักดันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งได้นำร่องให้บริการแล้ว 2 สาย คือ รถไฟฟาสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เป็นนโยบายหาเสียงหลัก
นอกจากนี้แนวโน้มและความน่าจะเป็น พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมเสียกระทรวงนี้ให้ใครหากได้เป็นแกนนำ เพราะคมนาคม คือ หัวใจหลักในการสร้าง "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" (Multiplier Effect) ผ่านการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจฐานราก
การสานต่อโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชื่อมโยงการคมนาคม (Smart Logistics)
ที่ผ่านมานายพิพัฒน์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยปัจจุบันยังคงเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบลอนุทิน ที่อยู่ระหว่างเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงระหว่างที่มีการเลือกตั้ง 2569
ความใจถึงพึ่งได้ในการเจรจากับกลุ่มทุน และการประสานงานข้ามกระทรวงที่ราบรื่น แม้นายพิพัฒน์จะมีพื้นฐานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน แต่ในเชิงกลยุทธ์ภายในพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์คือ "ขุนพลสายใต้" และเป็นมือบริหารระดับ "C-Level" ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์
ทั้งนี้แนวโน้มและความน่าจะเป็น หากพรรคภูมิใจไทยมีการโยกนายพิพัฒน์มาคุมกระทรวงคมนาคม คือ การการันตีว่าโครงการ "แลนด์บริดจ์" และการขยายโครงข่ายคมนาคมลงสู่ภาคใต้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความเป็นมืออาชีพด้านการดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งนายพิพัฒน์มีความเชี่ยวชาญจากการคุมกระทรวงแรงงานและกระทรวงการท่องเที่ยวฯมาก่อน
เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และการผลักดันระบบขนส่งมวลชนในหัวเมืองภูมิภาค
ก่อนหน้านี้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทราษฎร ซึ่งมักจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการอภิปรายถึงประเด็นด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จุดแข็ง "สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" เก่งและเชี่ยวชาญข้อมูลเชิงลึกด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ขนส่งที่แข็งแกร่ง สามารถตอบโต้ด้วยตัวเลขได้ทันที
และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาสัญญาผูกขาด ถือเป็น "ตัวตึง" ด้านคมนาคมของพรรคมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล มีดีกรีเป็นด็อกเตอร์ด้านวิศวกรรมขนส่ง และเป็นผู้ที่เกาะติดการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคมมาตลอด 2 สมัย
อย่างไรก็ดีแนวโน้มและความน่าจะเป็น หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายสุรเชษฐ์ถือเป็นแคนดิเดตที่น่าจับตาแบบไร้คู่แข่งโดยเฉพาะนโยบายที่ฉีกแนวจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คือการ "เลิกถมงบประมาณลงถนน" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน"
การสร้างระบบ Feeder และรถเมล์ไฟฟ้า (Nano Bus) ใน 15 หัวเมืองใหม่, ตั๋วร่วม 8-45 บาท และการใช้งบประมาณซ่อมสร้างถนนอย่างทั่วถึงตามสัดส่วนประชากรมากกว่าการกระจุกตัวในโครงการใหญ่
อย่างไรก็ดีในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ สุดท้ายแล้วพรรคไหนจะได้เข้ามาเป็นรัฐบาล และได้ครองเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงเกรดเอบวกแห่งนี้ อีกไม่นานคงได้รู้กัน