

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ในงาน Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคใต้ จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา โดยงานนี้มีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมืองเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์ ประกอบไปด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ,นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน ,นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ,นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย นิติภักดิ์ พรรคกล้าธรรม
หนึ่งในช่วงที่เป็นไฮไลต์ของการจัดงาน Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคใต้ ได้แก่ช่วงที่ภาคเอกชน/เศรษฐกิจ รวมไปถึง นักวิชาการ กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ได้ตั้งคำถามเพื่อให้ตัวแทนพรรคต่างๆได้ตอบคำถาม
คำถามที่ 1 มาจากตัวแทนภาคเอกชน นายแสง ชัยจีระธิกุล รองประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่ ตั้งคำถามว่า "หากได้เป็นรัฐบาล จะมีวิธีแก้ไขปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก น้ำท่วมใหญ่ และจะมีการฟื้นฟู เยียวยาอย่างไร"
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แผนระยะสั้น พัฒนาคลอง ร.1 ปรับปรุงผนังกันน้ำให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1.5 เมตร จากเดิมที่รับมือน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ พร้อมติดตั้งระบบดันน้ำและผันน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนแผนระกลาง ขุดลอกคลองอู่ตะเภาเพื่อเพิ่มการระบายน้ำ โดยจะแก้ปัญหาสันดอนทรายบริเวณปากทะเล (ทะเลสาบสงขลา) เพื่อเปิดทางระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด และเร่งพัฒนาคลอง ร.2 ถึง ร.6 ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นอกจากนั้นแล้ว "วงแหวนหาดใหญ่"มีคลองส่งน้ำประกบวงแหวนทั้งหมด พร้อมประตูระบายน้ำเพื่อบังคับทิศทางน้ำลงสู่คลองสายต่างๆ
ด้านแผนระยะยาว จะมีการบล็อกน้ำจากต้นทาง กล่าวคือ จะบล็อกน้ำจากสะเดาได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรไม่ให้น้ำจากสะเดาไหลเข้าสู่หาดใหญ่ โดยจะทำการศึกษาการสร้าง "อุโมงค์ลอดน้ำ" เพื่อดักน้ำจากอำเภอสะเดา ไม่ให้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ โดยตัดน้ำให้ออกสู่ทะเลหลวง (อ่าวไทย)
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาตรการเยียวยา โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีให้วงเงินกู้สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1 แสนบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย 1 ปี และอีก 1 แสนบาท สำหรับการซ่อมแซมบ้าน 1 ปีเช่นกัน โดยไม่ได้คิดดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้คือเป็นโครงการระยะสั้นที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ
คำถามที่ 2 ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา ถามว่า จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้จังหวัดสงขลาและภาคใต้อย่างไรบ้าง
นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภาคใต้เป็นภาคที่มีศักยภาพมากในแง่ของการท่องเที่ยว และเป็นภาคที่ทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด แต่ว่าน่าเสียดาย สงขลาเองเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวลำดับที่ 5 ทั้งที่เป็นจังหวัดที่ใหญ่ต้นๆ ของภาค และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่างด้วย เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องช่วยกัน
"เมื่อก่อนเวลานักท่องเที่ยวจากมาเลเซียหรือสิงคโปร์มา จะมาหาดใหญ่ก่อนแล้วกระจายเที่ยวจังหวัดอื่น แต่หลังน้ำท่วม มาน้อยลงมาก ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราต้องฟื้นฟูกิจกรรมการท่องเที่ยวในหาดใหญ่และในสงขลา เพราะเป็นจุดที่สำคัญที่สุด กิจกรรมพวกนี้ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ รัฐต้องสนับสนุนให้คนเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาให้มาก"
นายก่อแก้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และพรรคเองมีนโยบาย "ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30"รัฐ 70% ประชาชน 30 % โดยการฟื้นฟูหาดใหญ่คาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ดังนั้นต้องมีกิจกรรมทุกเดือนเพื่อให้คนมาซื้อของ ในขณะเดียวกันต้องปูฐานให้พนักงานและนักธุรกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร โดยเฉพาะโรงแรมที่ตอนนี้บางแห่งยังไม่มีเงินลงทุน พรรคภาครัฐต้องเข้ามาช่วยตรงนี้
"เราต้องผลักดันเมืองรองให้เป็นเมืองหลัก และสิ่งสำคัญต้องอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องการเดินทาง รวมไปถึงความปลอดภัยด้านต่างๆที่เราต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งเราเชื่อว่าเพื่อไทยทำได้"
คำถามที่ 3 นายสลิล โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคใต้ ถามว่า หากได้เป็นรัฐบาล มีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการด้านเศรษฐกิจของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภัยพิบัติ หรือการจัดการน้ำ รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว จำทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น รวมถึงความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
นายฉัตรชัย นิติภักดิ์ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า เศรษฐกิจหลักของภาคใต้ คือการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร ซึ่งการท่องเที่ยวของภาคใต้ ถ้าดูแล้วจะมีจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี และภูเก็ตเป็นหลัก โดยจังหวัดภูเก็ตจังหวัดเดียวมูลค่าการท่องเที่ยวมาประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งพรรคมองว่าจังหวัดต่างๆ ควรมีการกระจายตัวเป็น Cluster เช่น จังหวัดภูเก็ต ก็จะมีการส่งต่อนักท่องเที่ยวไปสู่จังหวัดพังงา กระบี่ หรือทางสุราษฎร์ธานี ก็มานครศรีธรรมราช เพื่อท่องเที่ยวทางเชิงวัฒนธรรม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
"คำว่ามูลค่า ไม่ใช่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วได้เฉพาะค่าโรงแรม ค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ต้องสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีการบริการที่ดี หมายความว่านักท่องเที่ยว 1 คน สามารถจับจ่ายใช้สอยในมูลค่าที่สูงกว่านักท่องเที่ยว 10 คนที่ไม่มีกำลังจ่าย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะต้องรีบดำเนินการ"
นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญอีกประการคือ การคมนาคมและการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง ยกตัวอย่างจังหวัดนครศรีธรรมราช นักท่องเที่ยวไปเกาะสมุย เราก็จะพยายามทำท่าเรือที่ขนอม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวนครฯ มาชมวัด มาชมวัฒนธรรม และรายได้จะก่อให้เกิดกับจังหวัดอื่นๆ ไปด้วย แต่ทว่าที่สำคัญคือต้องมีการเตรียมการเรื่องการคมนาคม ความสะดวกสบาย และให้เขาอยู่นานๆ ให้เขาถูกใจ อันนี้มันสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมาได้
นอกจากนั้นแล้วการท่องเที่ยวไม่ควรให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างเดียว ควรให้ถึงรากหญ้า เช่น เกษตรกร, SME หรือชาวบ้านได้จำหน่ายสินค้าเข้าไปด้วย และการประกอบอาชีพ เช่น หมอนวดแผนไทย พวกนี้จะได้เงินจากการท่องเที่ยว ไม่ใช่ไปกระจุกอยู่ที่นักลงทุนอย่างเดียว ซึ่งตรงจุดนี้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือต้องไปด้วยกันทั้งนักธุรกิจและผู้ประกอบการ"
คำถามที่ 4 นายสมชาย พิจิตบรรจง ประธานกรรมการบริหารหาดใหญ่ซิกเนเจอร์กรุ๊ป ถามว่า แผนรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ หากได้เป็นรัฐบาล
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องของภัยพิบัติถือเป็นเรื่องที่ส่วนตัวให้ความสำคัญมาก สำหรับหาดใหญ่-ภาคใต้ มีภูมิประเทศขนาบด้วยทะเลสองข้าง ซึ่ง UN เคยประกาศว่าไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ประสบภัยพิบัติจากน้ำทะเลและภูมิประเทศที่ลาดชันทำให้น้ำไหลแรงและเร็ว เกิดได้ทั้งดินโคลนถล่มและน้ำท่วมขัง รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งสงขลาเป็นตัวอย่างที่ได้เห็น
"ผมเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคลอง ร.1, ร.2, ร.3 และการขุดลอกทะเลสาบสงขลา แต่หัวใจสำคัญคือ "การเตือนภัย"เราแก้ปัญหาไม่ได้ 100 % แต่เราสามารถลดทอนปัญหาได้ ซึ่งระบบเตือนภัยนี้ต้องแม่นยำทั้งก่อน ขณะ และหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะ 'ก่อนเกิด' ต้องแม่นยำและมีแผนที่ชัดเจนว่าพื้นที่เสี่ยงอยู่ตรงไหน พื้นที่ปลอดภัยอยู่ตรงไหน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ถ้าทำระบบเตือนภัยผ่านมือถือให้รู้ล่วงหน้า 1-2 วันได้ นักท่องเที่ยวจะมั่นใจว่าหาดใหญ่มีแนวทางในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ"
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมเกี่ยวกับประเด็นคำถามนี้ว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ ตั้งแต่ตอนเตือนภัยไปจนถึงการจัดการช่วยเหลือ เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความสูญเสียเยอะ ในฐานะวิศวกร พรรคเพื่อไทยมีนโยบายชัดเจนว่าจะใช้เทคโนโลยีมาจัดการ จะใช้ AI มาช่วยในทุกภาคส่วนเพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ดีขึ้น และปลอดภัยขึ้น เลือกเพื่อไทย...เพื่อไทยทำได้
คำถามที่ 5 จากผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถามว่า หากได้เป็นรัฐบาล จะมีแนวทางอย่างไรในการพูดคุย แก้ไขปัญหาและสร้างสันติภาพในชายแดนใต้
นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาที่สุด คิดว่าเป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ถ้าจำกันได้ ช่วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนได้มีการทักท้วงเรื่องคดีตากใบให้กลับมาพิจารณาคดี ซึ่งขณะนั้นถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมือง ผู้ต้องหาในคดีเป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยเองต้องยืนตรงกับประชาชนเพื่อคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องตากใบ
ประการต่อมา ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันกับคนทั้งประเทศ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกที่ไม่จำเป็น และสุดท้ายต้องกระจายอำนาจ
"ไม่มีใครเข้าใจคน 3 จังหวัดได้ดีเท่าคน 3 จังหวัด รัฐไทยที่อยู่ข้างบนคุณไม่สามารถรู้ได้ ให้เกียรติประชาชนให้เขาออกแบบวิถีชีวิตของเขาเอง เขาคือประชาชนคนรัฐไทย และพรรคประชาชชนเราสนับสนุนกระบวนการเจรจาสันติภาพ ต้องเอาความขัดแย้งมาจบที่โต๊ะเจรจา"
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวแย้งหลังโดนพาดพิง โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว และ ส.ส. ท่านนี้ก็เป็นนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนั้น ส่วนตัวเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การที่มีผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไทยถูกดำเนินคดี เป็นเรื่องที่ไม่รู้มาก่อนเพราะเรื่องมันยาวนานมาก แต่พอเกิดเหตุมีหมายจับ พรรคเพื่อไทยก็ขอให้ลาออก เพราะต้องรับผิดชอบต่อสังคม และส.ส.คนดังกล่าวก็ได้ลาออกไปแล้ว
"จะมาโทษพรรคเพื่อไทยไม่ได้ เหมือนพรรคของน้องพรรคประชาชนที่มีคนไปเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จะไปโทษพรรคก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล"
ด้านนางสาว ภคมน กล่าวโต้ตอบไปว่า "เราไม่ได้เรียกร้องความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย แต่เราเรียกร้อง 'เจตจำนงและความกล้าหาญของรัฐบาล' ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยในวันนั้น นี่คือสิ่งที่ดิฉันสื่อสาร ดิฉันไม่ได้พูดเพื่อเอากองเชียร์ แต่พูดเพื่อความเป็นความตายและความยุติธรรมของพี่น้อง 3 จังหวัดในคดีตากใบที่ผ่านมา 20 ปี"
นายก่อแก้ว กล่าวตอบกลับไปว่า "ความผิดส่วนบุคคลก็คือส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ถ้าลิซ่าทำผิด คุณธนาธรต้องรับผิดชอบไหม? ก็ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล อย่าโยงสิ่งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน"
นางสาว ภคมน กล่าวทิ้งท้ายว่า "ไม่โต้แย้งคุณก่อแก้ว เพียงแต่เสียใจที่คุณก่อแก้วในฐานะนักต่อสู้ มีคำตอบแบบนี้ต่อการสูญเสียของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้"
คำถามที่ 6 จากผศ.ดร.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถามว่า "พรรคมีโรดแมปที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ในการเปลี่ยนภาคใต้จากระเบียงวัตถุดิบเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีกลไกการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม และการประกันว่าโปรเจกต์ใหญ่จะไม่กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุน แต่จะลงไปถึงสวัสดิการและการศึกษาที่มีคุณภาพ"
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแปรรูปสินค้าเกษตรถือเป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งจะขอตอบใน 2 ระดับ
1. ระดับการส่งเสริมการลงทุนและข้อเท็จจริง "โดยปกติเวลาพูดเรื่องการแปรรูป จะพูดถึงการส่งเสริมการลงทุนจากทุนใหญ่ แต่สิ่งที่พบคือ บางกรณีทุนใหญ่ลงทุนแล้วกลับไม่ได้ใช้ผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ แต่ไปนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศมาใช้แทน ซึ่งมันไม่ตอบโจทย์เกษตรกรไทย
2.ระดับเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชน "เชื่อในการพัฒนาจากเศรษฐกิจฐานราก ในภาคใต้มีวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จหลายแห่ง ล่าสุดได้ไปที่สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มทำเครื่องแกงใต้ มีการซื้อผลผลิตในพื้นที่มาแปรรูปและส่งออกไปทั่วโลก สร้างรายได้จากการจ้างงานและปันผลกำไรกลับสู่คนในชุมชน ลองจินตนาการว่าถ้ามีการส่งเสริมแบบนี้ในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ทั่วภาคใต้ มันจะตอบโจทย์มากกว่าการรอแค่ทุนใหญ่ลงมาที่นิคมอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียว
นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "เราเสนอแนวคิดการทำวิสาหกิจชุมชนขนาดใหญ่ โดยการควบรวมสหกรณ์เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน เข้าถึงตลาด และสามารถสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองได้เมื่อมีขนาด (Scale) ที่ใหญ่พอ นี่คือวิธีที่เพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรตัวเล็กๆ ได้รับประโยชน์จริง"