

KEY
POINTS
เวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 The Next Level” ซึ่งจัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ณ AIS สยามสแควร์ ซอย 7 เป็นพื้นที่ 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ The Wealth Protocol : ถอดรหัสภาษีใหม่ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของประเทศ คือการขยายฐานภาษีและสร้างความยั่งยืนทางการคลัง
ประเด็นสำคัญถูกหยิบยกขึ้นโดย ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์กฎหมายภาษีอากร ซึ่งตั้งคำถามถึงโครงสร้างระบบภาษีไทยที่ยังมีความเหลื่อมล้ำและรั่วไหล โดยชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้มีงานทำเกือบ 40 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบภาษีเพียงราว 12 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคนเท่านั้น สะท้อนปัญหาการอยู่นอกระบบภาษีในวงกว้าง และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก
จากโจทย์ดังกล่าว แต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอแนวทางที่แตกต่างกัน ดังนี้
ประชาธิปัตย์ ชี้เพิ่มรายได้ประชาชนคือหัวใจของภาษี
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ระบุว่า พรรคยังไม่ตั้งเป้าตัวเลขจำนวนผู้เสียภาษีเพิ่มอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างรายได้ให้ประชาชนมีศักยภาพเพียงพอในการเสียภาษี
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการปรับเพดานเงินเดือนขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษี จากระดับประมาณ 26,000 บาท ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะทำให้รายได้ภาษีในรูปแบบเดิมลดลงในระยะแรก แต่พรรคเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการออม ซึ่งรัฐจะได้รายได้คืนผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในระยะยาว
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเน้นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน ผ่านนโยบาย คูปองการศึกษา เพื่อ Upskill และ Reskill แรงงานให้พร้อมสำหรับงานมูลค่าสูง และสร้างความเป็นธรรมในการจ้างงาน เพื่อดึงแรงงานกลับเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน
พรรคประชาชน ดัน “หวยใบเสร็จ” ทำภาษีเป็นมิตร
ด้าน ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอแนวคิดการทำให้ระบบภาษี “เป็นมิตร” เพื่อจูงใจให้ประชาชนสมัครใจเข้าสู่ระบบมากกว่าการบังคับ โดยชูนโยบาย หวยใบเสร็จ เป็นเครื่องมือหลักในการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ฐานข้อมูลภาษี
แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มการออกใบเสร็จ แต่ยังทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีข้อมูลธุรกรรมที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากระบบธนาคาร ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
พรรคยังเสนอขยายเพดานยกเว้นภาษีสำหรับผู้ประกอบการจาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจรายย่อย พร้อมลดภาระทางบัญชีของบุคคลธรรมดา โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 90% จากเดิม 60% และเปลี่ยนการชำระภาษีเป็นรายไตรมาส
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนสิทธิประโยชน์ของ BOI ว่าคุ้มค่ากับรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียหรือไม่ รวมถึงเร่งจัดเก็บภาษีจากบริการดิจิทัลและแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังจัดเก็บได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
พรรคไทยก้าวใหม่ ชูฐานข้อมูลและ Negative Income Tax
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอการปฏิรูประบบภาษีด้วยการใช้ฐานข้อมูลเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมโยงเลขบัตรประชาชนกับธุรกรรมทางการเงิน คล้ายระบบ Social Security Number ของสหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีสูงแต่ไม่ยื่นภาษี
พรรคยังสนับสนุนแนวคิด Negative Income Tax ให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกว่ามาตรฐาน ขณะที่ผู้มีรายได้สูงต้องเสียภาษีตามสัดส่วน พร้อมเสนอให้ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลง หรือคะแนนเครดิตที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน พรรคจะมุ่งตรวจสอบอาชีพใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น ผู้ขายสินค้าผ่าน TikTok หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีรายได้สูงแต่นอกระบบภาษี เพื่อสร้างความเท่าเทียมกับแรงงานประจำ
เพื่อไทย ขยายฐานภาษีผ่านเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ฝั่ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเพิ่มรายได้ภาษีต้องเริ่มจากการเพิ่มรายได้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) ทั้งภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และ Wellness
พรรคยังผลักดันนโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน” ใช้ใบเสร็จจากการซื้อสินค้าเป็นสลากชิงโชครางวัลวันละ 1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี เราจะมีการแจกรางวัลพิเศษให้กับ 4 กลุ่มหลัก คือ 1. ผู้ที่กรอกแบบฟอร์มภาษี (เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบ) 2. ผู้สูงอายุ 3. เกษตรกร และ 4. อาสาสมัคร ส่วนร้านค้ารายย่อยที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษี
“ยืนยันว่าร้านค้ารายย่อย เช่น ร้านหมูปิ้ง ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียภาษีหากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แต่การดึงเข้ามาในฐานข้อมูลจะช่วยให้รัฐมีเงินไปใช้บริหารประเทศได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท หากดึงคนเข้าสู่ระบบได้เพียง 10% จากฐานเศรษฐกิจรวม”
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงแนวคิด Negative Income Tax นพ.พรหมินทร์ย้ำว่า นโยบายของพรรคมีรากฐานมาจากแนวคิดดังกล่าวควบคู่กับ Universal Basic Income (UBI) ภายใต้สโลแกน “คนจนได้เติม คนขยันได้เพิ่ม” โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความยากจนอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในระบบฐานข้อมูลและ AI เพื่อวิเคราะห์ธุรกรรมรายบุคคลอย่างแม่นยำ