

KEY
POINTS
บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 1-29 มกราคม 2569 ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye มีการพูดถึงประเด็นการหาเสียงเลือกตั้งบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 243,834,263 เอนเกจเมนต์ จาก 776,871 ข้อความ
1. เมื่อ ‘งบประมาณ’ กลายเป็นประเด็นไวรัล: ภาษีหายไปไหน?
บรรยากาศการเมืองออนไลน์ในปี 2569 ก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างขั้วแบบเดิม ไปสู่การตรวจสอบ “ประสิทธิภาพและภาษี” อย่างดุเดือด ประเด็นที่จุดกระแสได้แรงที่สุดไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือคำถามที่ว่า “เงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างไร?” เช่น กรณีงบชุดสูท 35 ล้านบาทของสำนักงานประกันสังคม และปัญหาระบบล่มที่กระทบเงินชดเชย ประเด็นเหล่านี้เปลี่ยนจากการส่งต่อบนโซเชียลสู่การเรียกร้องปฏิรูปโครงสร้างระบบครั้งใหญ่
2. ใครคือผู้ครองเอนเกจเมนต์บนหน้าจอ?
สรุปอันดับ 5 อันดับพรรคการเมือง ครองสมรภูมิโซเชียล โดยเรียงลำดับตามจำนวนเอนเกจเมนต์ในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงการถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ ดังนี้:
อันดับ 1 พรรคประชาชน (128 ล้านเอนเกจเมนต์) ครองแชมป์แบบทิ้งห่างอันดับสองถึง 4 เท่าตัว จากการหยิบยกประเด็น “ตรวจสอบงบประมาณ” มานำเสนอได้โดนใจชาวโซเชียล จนกลายเป็นไวรัลกว่านโยบายทั่วไป
อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย (30 ล้านเอนเกจเมนต์) รักษามาตรฐานไว้ได้ด้วยการสื่อสารนโยบายและอัปเดตผลงานรายวัน แม้จะมีฐานผู้ติดตามเหนียวแน่น แต่เอนเกจเมนต์ยังห่างจากอันดับหนึ่งพอสมควร
อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย (21 ล้านเอนเกจเมนต์) ยังคงเกาะกลุ่มผู้นำได้ดี เน้นการนำเสนอผลงานเพื่อประคองฐานเสียงเดิม แต่โจทย์ใหญ่คือการขยายวงกว้างในการสร้างกระแสบนโลกดิจิทัลให้ทันคู่แข่ง
อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ (13 ล้านเอนเกจเมนต์) เริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวของพรรคเก่าที่หันมาลุยทำคอนเทนต์โซเชียลอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อหวังเรียกศรัทธาและดึงฐานเสียงเก่าให้กลับคืนมา
อันดับ 5 พรรคกล้าธรรม (7 ล้านเอนเกจเมนต์) แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่การเบียดขึ้นมาติด Top 5 ได้ พิสูจน์ให้เห็นฝีมือของทีมสื่อสารออนไลน์ที่สามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางได้สำเร็จ
3. วิเคราะห์ Sentiment: ระหว่างความหวังกับรอยร้าว
ท่ามกลางสมรภูมิยอดเอนเกจเมนต์หลักสองร้อยล้านเอนเกจเมนต์ พบว่าอารมณ์ของคนบนโซเชียลไม่ได้มีแต่การสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปะทะทั้ง “เสียงตำหนิ” และ “เสียงชม”
โดยพรรคประชาชนครองพื้นที่สื่อได้มากที่สุด แต่ก็ต้องเจอ กระแสวิพากษ์วิจารณ์สูงถึง 28.36% จากบทบาทการตรวจสอบงบประมาณที่ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างเข้มข้น ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์กลับมีพื้นที่ “เป็นกลาง” สูงเกือบ 80% แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่แชร์นโยบายของพรรคเหล่านี้เพื่อเก็บไว้ศึกษามากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการดึงกลุ่มคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ให้มาเป็นคะแนนเสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมกำลังเผชิญปัญหาจากกระแสด้านลบที่มาจากดราม่าทางการเมือง ข้อสงสัยในหลากหลายประเด็นที่ทั้งสองพรรคถูกตั้งคำถามจากสังคม
สรุปแล้ว การแข่งขันบนโซเชียลในช่วงท้ายนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมียอดเอนเกจเมนต์เยอะกว่ากัน แต่ตัดสินกันที่ว่าพรรคไหนจะลดกระแสวิจารณ์ลงได้ และเปลี่ยนกลุ่มคนที่ยังดูอยู่ให้มาสนับสนุนได้ทันก่อนถึงวันเลือกตั้ง
4. นโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงโค้งสุดท้าย
• พรรคประชาชน ชูประเด็น “รื้อบัดเจ็ต เพื่อสวัสดิการถ้วนหน้า”
เปลี่ยนตัวเลขงบประมาณน่าเบื่อให้กลายเป็นเงินที่ควรอยู่ในกระเป๋าประชาชน โดยขุดคุ้ยงบส่วนเกินอย่างงบประมาณการตัดชุดสูทหรือระบบไอทีประกันสังคมมาทำสวัสดิการ มีคนแชร์มากมายเพราะรู้สึกเสียดายเงินภาษีและ คาดหวังที่จะมีสวัสดิการที่ดีขึ้น
• พรรคเพื่อไทย ชูนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน”
ใช้กลยุทธ์แบบเกมสุ่มแจกเงินล้านจากใบเสร็จการซื้อของ เพื่อกระตุ้นให้คนเข้าระบบภาษีและใช้จ่าย มีทั้งเสียงสนับสนุนที่มีความหวังจะคว้าโชคจากเงินล้าน และเสียงตั้งคำถามเรื่องความยั่งยืน แต่เป็นไม้เด็ดที่ทำให้ครองพื้นที่ข่าวได้เพราะเข้าถึงคนได้ง่าย
• พรรคภูมิใจไทย กับนโยบาย “อัปเกรดสิทธิ อสม. และสวัสดิการใกล้บ้าน”
เน้นดูแลคนทำงานท้องถิ่นอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขและขยายสิทธิการรักษาในชุมชน แม้จะไม่ฮือฮาในกลุ่มวัยรุ่น แต่ถูกแชร์กันมากในกลุ่มชุมชนท้องถิ่นเพราะคนเห็นผลลัพธ์จริงในพื้นที่ของตัวเอง
5. สรุปภาพรวมแคมเปญติดตามการเลือกตั้งช่วงวันที่ 1-29 มกราคม 2569
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ยกระดับเป็น “สงครามข้อมูลข่าวสาร” บนโซเชียลมีเดียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งไม่ได้ตัดสินกันด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความโกรธต่อความไม่โปร่งใส” และ “เสียงเรียกร้องเรื่องปากท้อง”
พรรคประชาชนครองแชมป์ด้วยเอนเกจเมนต์ 128 ล้านครั้ง จากการตรวจสอบงบประมาณที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้จะต้องรับกระแสวิจารณ์เกือบ 30% ก็ตาม ขณะที่พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ครอง “กลุ่มเงียบ” ด้วย Neutral Sentiment สูงถึง 75-80% ซึ่งเป็นโอกาสทองในการดึงคะแนนเสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมยังต้องต่อสู้กับภาพลักษณ์ด้านประสิทธิภาพและดราม่า
สิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่เลือกที่จะ “เป็นกลาง” เพื่อกลั่นกรองข้อมูลและดูผลงานจริงมากกว่าฟังคำสัญญา ทำให้ผลการเลือกตั้งจะขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนจะเปลี่ยนเอนเกจเมนต์มหาศาลให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง