KEY
POINTS
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พรรคการเมืองต่างๆมุ่งเอาชนะด้วยการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมืองที่มุ่งแจกเงิน หรือเสนอสวัสดิการที่เกินฐานะทางการคลังรองรับได้ อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างมากหากดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และอาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานในปลายปีนี้ได้ต้องขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 70% เป็น 80% เมื่อต้องจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ได้
การดำเนินการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องเน้นกรอบความยั่งยืนทางการคลัง บริหารงบมีประสิทธิภาพเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงฐานะทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับประชานิยมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความหลากหลายสามารถนำไปหลอมรวมกับอุดมการณ์หลากหลายได้ ประชานิยมในฐานะอุดมการณ์จึงมีแก่นสารบางเบา(thin-centered ideology) ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศรวมทั้งไทยเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของนโยบายและแนวทางทางการเมืองแบบประชานิยมได้
ประชานิยมอาจช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้บ้างแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ นโยบายของพรรคประชาชนเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจึงแตกต่างจากนโยบายเน้นประชานิยมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่
แม้ว่าข้อค้นพบในเบื้องต้น กรณีของประเทศไทย ตัวเลขเชิงประจักษ์สะท้อนว่า การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีการขาดดุลงบประมาณ อัตราเงินเฟ้อ เป็นผลจากตัวแปรอื่นๆหรือปัจจัยอื่นๆ มากกว่า ปัจจัยจากนโยบายประชานิยม แต่ในอนาคตปัจจัยจากนโยบายประชานิยมที่ไม่เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่ดีจะส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณอย่างมาก
หลายปีที่ผานมาเมื่อพรรคการเมืองต่างแข่งขันในการใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้นและเมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการจัดทำงบประมาณขาดดุลเพื่อสนับสนุนมาตรการประชานิยมต่างๆที่หาเสียงไว้กับประชาชน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ทะยอยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะปีที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำกรณีของไทย
ผลจากนโยบายและแนวทางประชานิยมทำให้สำนึกทางชนชั้นมีความแหลมคมมากขึ้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนนักต่อพัฒนาการของเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชานิยม สามารถปรับเปลี่ยนให้เสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) มีคุณภาพดียิ่งขึ้น หรือ เป็นภัยคุกคามต่อเสรีประชาธิปไตยก็ได้
อย่างไรก็ดี นโยบายประชานิยมบางนโยบายได้เป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง เป็นการแข่งขันในเชิงนโยบายที่สร้างความพึงพอใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นนโยบายที่ไม่สร้างความยั่งยืน วัฒนธรรมในทางการเมืองแบบอุปถัมภ์อาจลดบทบาทลงระดับหนึ่ง การดำเนินการทางการเมืองแนวประชานิยมใช้ความพยายามในการสถาปนาความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์โดยมีผู้นำทางการเมืองเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรงแทนระบบอุปถัมภ์แบบเดิม ก้าวข้ามผ่านองค์กร กลไก หรือกลุ่มคนที่เป็นตัวกลาง อาจมีผลทำให้สถาบันภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอได้ในระยะยาว การเมืองแนวประชานิยมทำให้การเคลื่อนไหวและเสียงของขบวนการภาคประชาสังคมได้รับความสนใจมากขึ้นในกระบวนการทางการเมืองและกลไกประชาธิปไตย ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสนใจต่อนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอมากขึ้น ทำให้นโยบายโดยเฉพาะนโยบายประชานิยมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะการเลือกตั้งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมือง
ขบวนการประชานิยมในละตินอเมริกานี้เป็นภาพจำของประชานิยมที่ก่อให้เกิดผลกระทบวิกฤตการณ์ทางการเงินการคลัง ประชานิยมละตินอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มักจะถูกเชื่อมโยงกับการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลประชาชนระดับฐานรากโดยไม่สนใจวินัยทางการเงินการคลัง นำไปสู่เงินเฟ้อรุนแรง และปัญหาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การขึ้นค่าแรงอย่างรวดเร็วจำนวนมาก การเพิ่มสวัสดิการจำนวนมากจนเกิดปัญหา
การขาดดุลงบประมาณมหาศาล นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ นำมาสู่การถอนการลงทุนและเทขายสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก การศึกษาแนวคิดประชานิยมเพื่อเชื่อมโยงระหว่างชุดนโยบายกับปัญหาวิกฤติทางการคลังและเศรษฐกิจอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ และการศึกษาในแนวทางนี้ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ (Sachs, 1889) ของ(Dornbusch and Edwards, 1991)
ที่สรุปว่า ประชานิยม คือ ชุดของนโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่สนใจวินัยและฐานะทางคลังของประเทศกลายเป็นคำอธิบายที่มีข้อจำกัดและไม่สอดคล้องกับพลวัตของประชานิยม รัฐบาลประชานิยมในละตินอเมริกายุคทศวรรษที่ 1990 ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมโดยใช้แนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่มาเป็นรากฐาน การศึกษารัฐบาลประชานิยมในบางพื้นที่หรือในบางช่วงเวลาอาจทำให้เกิดอคติในเชิงลบเหมาสรุปว่า นโยบายประชานิยม คือนโยบายที่สร้างความนิยมโดยขาดความรับผิดชอบไม่สนใจต่อวินัยการเงินการคลัง หรืออคติในเชิงบวก มองว่า นโยบายประชานิยมช่วยลดความเหลื่อมล้ำและมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มประชาชนยากจนด้อยโอกาส
ประชานิยมนั้นมีความหลากหลายในความหมายและแนวทางการศึกษา มีการศึกษาประชานิยมในฐานะอุดมการณ์ การศึกษาแนวทางนี้นำโดย คาส มุดเด (Cas Mudde) องค์ประกอบสำคัญของประชานิยมในฐานะอุดมการณ์ คือ ประการแรก หัวใจสำคัญของประชานิยม คือ ประชาชน ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเมืองต้องสะท้อนเจตจำนงของประชาชน และ คำว่าประชาชนนี้สามารถนำไปหลอมรวมกับอุดมการณ์หลากหลายได้ ตั้งแต่อนุรักษ์นิยมขวาจัด สังคมนิยมหรือชาตินิยม คาส มุดเดจึงมองประชานิยมในฐานะอุดมการณ์ที่มีแก่นสารบางเบา(thin-centered ideology) โดยมองสังคมแยกออกเป็นสองฝ่ายชัดเจนระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ
ประการที่สองประชาชนและชนชั้นนำเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน ประการที่สาม ความสัมพันธ์ขั้วตรงกันข้ามระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำอยู่บนฐานเชิงศีลธรรม ในลักษณะที่ประชาชนเป็นผู้ชอบธรรม ผู้นำเป็นอภิสิทธิ์ชนที่เอาเปรียบและฉ้อฉล
อย่างไรก็ตาม คำว่าประชาชน และชนชั้นนำถูกนิยามอย่างหลากหลายขึ้นกับบริบทของประชานิยมในแต่ละประเทศ ประชานิยมอาจหมายถึง วาทกรรม และมีการศึกษาประชานิยมมุ่งเน้นไปที่กระบวนการสร้างวาทกรรมหรือรูปแบบการแสดงออกทางการเมือง มีการสร้างวาทกรรมโดยใช้ข้ออ้างในเชิงศีลธรรมที่ขีดเส้นระหว่างประชาชน ซึ่งเป็นฐานมวลชนสนับสนุนของผู้นำประชานิยม และชนชั้นนำที่เป็นขั้วตรงข้ามทางการเมืองของผู้นำประชานิยม วาทกรรมนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของผู้นำแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยมีแกนอุดมการณ์แบบหลวมๆ บางครั้งผู้นำอาจใช้วาทกรรมแบบประชานิยม แม้ตัวเองจะไม่ได้มีอุดมการณ์แบบประชานิยมก็ได้