คำสัญญาเลือกตั้งสะเทือนการคลัง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70%

23 ม.ค. 2569 | 06:44 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ม.ค. 2569 | 06:51 น.

นักวิชาการเตือนคำสัญญาเลือกตั้งเสี่ยง หนี้สาธารณะอาจแตะ 70% เร็วกว่าคาด แนะ 3 โจทย์ใหญ่ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตัดสินใจ

KEY

POINTS

  • หนี้สาธารณะของไทยมีความเสี่ยงที่จะแตะเพดาน 70% ของ GDP เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 ถึงต้นปี 2570
  • สถานะการคลังเผชิญความท้าทายจากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัย และสมมติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจสูงกว่าความเป็นจริง
  • นักวิชาการเตือนว่าคำสัญญาทางการเมืองต่างๆ จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสถานะการคลัง และสังคมควรตั้งคำถามถึงต้นทุนและความสามารถในการแบกรับภาระของประเทศ

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้จัดงานเสวนาสำหรับสื่อมวลชนในหัวข้อ "ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ" เพื่อเป็นการอัพเดทสถานการณ์อีกครั้ง ว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และทางออกที่ต้องร่วมกันเร่งแก้ไขมีอะไรบ้าง

โดยดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กรอบการคลังระยะกลางของประเทศ (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ตั้งสมมติฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีงบประมาณ 2569 ไว้ที่ราว 1.7% และเงินเฟ้อ 0.5% อย่างไรก็ดี หลายสำนักรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินแนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่านั้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการคลัง

หนี้สาธารณะเสี่ยงแตะเพดานก่อนกำหนด

จากสมมติฐานเศรษฐกิจที่อาจต่ำกว่าคาด ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ MTFF ประเมินไว้ โดยมีโอกาส แตะเพดาน 70% ตั้งแต่ปลายปีงบประมาณ 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งเร็วกว่ากรอบเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2571

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลใหม่อาจหลีกเลี่ยงการขยับเพดานหนี้สาธารณะได้ยาก อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการขยับเพดานหนี้ แต่คือการมีแผนบริหารความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือทางการคลังอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ตลาดการเงินและนักลงทุนมองว่าไทยขาดวินัยทางการคลังในระยะยาว

ขาดดุลต่อเนื่อง ท้าทายเป้าลดภาระการคลัง

แม้ MTFF จะวางเส้นทางลดการขาดดุลจากระดับ 4.4% ของ GDP ในปี 2569 ลงสู่ประมาณ 2.1% ในปี 2573 แต่ในทางปฏิบัติ หลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยเกือบ 4% ของ GDP ต่อเนื่องทุกปี ทำให้การลดการขาดดุลเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นเชิงนโยบายมากกว่าการตั้งเป้าบนเอกสาร

ด้านรายได้ ภาครัฐตั้งเป้าให้รายได้เติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่เพียง 2–3% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า ในอนาคต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อาจถูกผลักดันให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการจัดหารายได้ของรัฐ

ขณะที่ด้านรายจ่าย MTFF สมมติให้รายจ่ายภาครัฐเติบโตไม่เกิน 1% ต่อปี ซึ่งสวนทางกับประสบการณ์หลังโควิดที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นจริงราว 3–4% ต่อปี นอกจากนี้ ภาระรายจ่ายจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (super-aged society) ในปี 2572 โดยเฉพาะงบด้านสาธารณสุข บำนาญ และสวัสดิการ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 3–4% ของรายจ่ายประจำ

นักวิชาการเตือนว่า หากไม่เริ่มวางแผนปรับโครงสร้างการคลังตั้งแต่วันนี้ ความพยายามลดการขาดดุลในระยะกลางจะยิ่งทำได้ยากขึ้น

ชี้ 3 โจทย์ใหญ่ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตัดสินใจ

ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังดังกล่าว อธิภัทรเสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการลงทุนภาครัฐ ให้เป็นการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
  2. การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ครอบคลุมทั้งการดึงผู้มีศักยภาพจากนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี การกระจายภาระอย่างเป็นธรรม และการทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
  3. การเสริมวินัยและกลไกถ่วงดุลทางการคลัง ผ่านการยกระดับกติกาการคลังและการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้วินัยการคลังบังคับใช้ได้จริง

ทั้งนี้ นักวิชาการชี้ว่า ภายใต้บริบทการเมืองที่แข่งขันกันด้วยนโยบายเอาใจประชาชน สังคมควรตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า คำสัญญาทางการเมืองแต่ละนโยบายมีต้นทุนทางการคลังเท่าใด และประเทศมีความสามารถในการรองรับภาระเหล่านั้นมากน้อยเพียงใดในระยะยาว