SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำ 1.5% ปัจจัยการเมือง-ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน

25 ม.ค. 2569 | 12:15 น.

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% โดยเฉพาะครึ่งแรกของปีที่การเติบโตต่ำกว่า 1% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

KEY

POINTS

  • SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.5% จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
  • ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในประเทศคือความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งกระทบความต่อเนื่องของนโยบายและการใช้จ่ายภาครัฐ
  • ภาคการส่งออกมีแนวโน้มกลับมาหดตัว ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่รุนแรงขึ้นเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.5% ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีที่อัตราการขยายตัวอาจต่ำกว่า 1% จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

SCB EIC ระบุว่า แรงส่งหลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแผ่วลง โดยเฉพาะเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐซึ่งจะลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ หลังจากก่อนหน้านี้เศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและงบประมาณผูกพันรอเบิกจ่ายในระดับสูง ประกอบกับความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มอ่อนแรงลงเมื่อเข้าสู่ปี 2569

ในด้านภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SCB EIC มองว่ายังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

ภาคการส่งออกซึ่งเคยขยายตัวดีในปี 2568 มีแนวโน้มกลับมาหดตัวในปี 2569 จากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะเห็นชัดเจนขึ้น หลังจากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งตัว

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังพอมีแรงพยุงจากภาคการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพจากยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

สำหรับปัจจัยการเมืองภายในประเทศ SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่จะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่ไทม์ไลน์ดังกล่าวอาจล่าช้าออกไปจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การร้องเรียนผลการเลือกตั้ง ประเด็นคดีการเมือง หรือสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายและการใช้จ่ายภาครัฐ

ทั้งนี้ การจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจประกาศใช้ล่าช้าเพียง 1-2 เดือน แต่หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ หรือมีการแก้ไขร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดทั้งปี

SCB EIC ยังชี้ว่า แม้นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างประชากร และธรรมาภิบาลภาครัฐมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นนโยบายอุดหนุนเป็นหลัก และยังไม่เห็นแนวทางปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่เป็นรูปธรรม ภายใต้แรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น จากระดับหนี้สาธารณะซึ่งมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และทรงตัวตลอดปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย โดยการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

ขณะเดียวกัน SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2568 จากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ ทั้งการปรับกลยุทธ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ซึ่งจะยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้