

KEY
POINTS
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน กกต. โดยคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ได้รับทราบข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองในการหาเสียง ของหน่วยงานต่าง ๆ เบื้องต้น
โดยภาพรวมเห็นว่า การแสดงรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินดังกล่าว บางส่วนแสดงรายละเอียดชัดเจน บางส่วนแสดงไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ใช้จ่ายเงินงบประมาณ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น โดยไม่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับการนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินนั้น เห็นว่า ควรมีการแสดงแหล่งที่มาของเงินว่ามาจากแหล่งเงินประเภทใด เช่น งบประมาณแผ่นดิน การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 การใช้เงินกู้ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การใช้เงินกองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFFIF) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและ เอกชน (Public Private Partnership : PPP) หรือแหล่งเงินอื่น เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในภาพรวม ได้มีข้อสังเกตแยกเป็นรายกรณี ประกอบด้วย
กรณีนโยบายฯ ที่ใช้แหล่งเงินงบประมาณแผ่นดิน ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง โดยเฉพาะกรอบวงเงินและโครงสร้างงบประมาณ ที่มีรายจ่ายจำเป็นที่ต้อง จัดสรร อาทิ แผนงานบุคลากรภาครัฐ การชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและข้อผูกพัน ค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานของรัฐ ทำให้มีเงินงบประมาณคงเหลือจำนวนจำกัดสำหรับดำเนินการอื่น ๆ
ประกอบกับนโยบายพรรคการเมืองที่นำเสนอส่วนใหญ่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ และมีลักษณะเป็นรายจ่ายประจำมากกว่ารายจ่ายลงทุน จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 20 (1) ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายลงทุน ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปี
อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินแผนงาน/โครงการของหน่วยงานของรัฐที่ตอบสนองต่อเป้าหมาย/ตัวชี้วัดตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น จึงควรพิจารณากำหนดสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านการขยายตัวทาง เศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญก่อน ควบคู่กับการรักษา วินัยทางการเงินการคลัง ตามนัยของประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
1. หากนโยบายที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน มีผลกระทบต่อสัดส่วนงบประมาณรายจ่าย ประจำสูงขึ้น และงบประมาณรายจ่ายลงทุนต่ำกว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อาจต้องมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ร่วมกันกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม และแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมุ่งสู่การ ขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง
2. การดำเนินการตามนโยบายที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ควรจะต้องระบุลำดับความสำคัญ เร่งด่วน ให้ชัดเจน และระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตั้งงบประมาณและใช้จ่ายงบประมาณตามนโยบาย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อให้สำนักงบประมาณพิจารณาปรับ งบประมาณให้มีกรอบวงเงินสำหรับดำเนินการตามนโยบายพรรคการเมือง ตามลำดับความสำคัญ เร่งด่วน จำเป็น และเหมาะสม
ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงการขยายตัวและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันไป ในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมทั้งควรมีการระบุเป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลสัมฤทธิ์ของนโยบายให้ชัดเจน เพื่อให้สำนัก งบประมาณและหน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปกำหนดเป็นแผนงาน / โครงการ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตาม หลักการของวิธีการงบประมาณ
3. หลักความถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การตั้งกระทรวง / หน่วยงานใหม่ ต้องพิจารณาดำเนินการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การจัดหาอาวุธหัวรบนิวเคลียร์ โดยใช้จ่ายจากงบประมาณ ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ สามารถตั้งงบประมาณได้
4. กรณีนโยบายที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ ที่เป็นรายการใน งบลงทุน ที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องทำการประเมินความเสี่ยงการทุจริต พร้อมเสนอมาตรการในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
กรณีนโยบายที่ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ โดยใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสีย รายได้ในการดำเนินการ ต้องเป็นกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของ หน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย หรือการก่อวินาศกรรม เท่านั้น
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้นและอยู่ภายใน กรอบยอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังประกาศกำหนด (ปัจจุบันกรอบ อัตราอยู่ที่ 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)
กรณีนโยบายที่ใช้แหล่งเงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) ผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้อนาคตมาใช้ก่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเหมาะสมตามสถานะการเงินของ รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
กรณีนโยบายที่ใช้แหล่งเงินจากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในลักษณะให้เอกชน ที่มีศักยภาพหรือกิจการที่เกี่ยวข้องมาร่วมลงทุนในการดำเนินงาน โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมและ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐ รวมทั้งคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนเป็นสำคัญ
กรณีนโยบายที่อาจจะไม่ใช้จ่ายเงินแต่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ทั้งกฎหมายในประเทศและกฎหมาย ระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายให้ชัดเจนและพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีนโยบายที่ใช้จ่ายจากงบประมาณแผ่นดิน ต้อง ดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วน จึงจะตั้งงบประมาณได้
กรณีเป็นนโยบายที่ใช้จ่ายตามมาตรการภาษี และหรือการปรับลด หรือเพิ่มมาตรการภาษีใด ๆ ควรระบุให้ ชัดเจน และต้องคำนึงถึงนโยบายด้านการคลัง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่ ผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและ แผนพัฒนาระดับต่าง ๆ ได้