
เปิดงบ 2.27 ล้านล้าน “กล้าธรรม” ดันเกษตร-พลังงาน-แก้หนี้ ดันมูลค่าเศรษฐกิจโต 4 เท่า
ตรวจเอกสารนโยบายพรรคกล้าธรรมยื่นต่อ กกต. พบมี 38 นโยบายใช้งบรวมกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ชูเกษตร น้ำ พลังงาน แก้หนี้ และเมกะโปรเจ็กต์ระยะยาว หวังสร้างตัวคูณเศรษฐกิจ 3–4 เท่า กระจายรายได้สู่ภูมิภาค
KEY
POINTS
- พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบาย 38 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 2.27 ล้านล้านบาท โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตร พลังงาน และการแก้หนี้สินเป็นหลัก
- นโยบายสำคัญประกอบด้วยการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ประกันรายได้เกษตรกร ลดราคาพลังงานสำหรับเกษตรกรและชาวประมง และการปรับโครงสร้างหนี้
- ตั้งเป้าหมายว่าการลงทุนจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 3-4 เท่า โดยใช้แหล่งเงินจากงบประมาณประจำปี การลดงบซ้ำซ้อน และการร่วมทุนกับเอกชน
“ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบเอกสารนโยบายของ "พรรคกล้าธรรม" ที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า พรรคได้นำเสนอนโยบายที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณรวม 38 นโยบายใน 7 ด้านหลัก ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ เศรษฐกิจฐานราก ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตรายบุคคล โดยใช้งบรวมประมาณ 2,272,230 ล้านบาท โดยในรายละเอียดมีดังนี้
1. ด้านการเกษตร ชลประทาน และน้ำ:
- Agriculture Pillar: มุ่งเน้น "มิติน้ำมั่นคง" และ "มิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูง" เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร
- "ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ": ลงทุนในระบบชลประทานขนาดใหญ่ แหล่งน้ำชุมชน และระบบบริหารจัดการดิจิทัล
- ประกันรายได้ประชาชน: ใช้ระบบประกันรายได้ตามศักยภาพพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและลดการอุดหนุนแบบซ้ำซาก
- ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน: คุ้มครองเกษตรกรไทยจากการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย
2. ด้านเศรษฐกิจ SME และอุตสาหกรรม:
- รัฐไว 30 วัน - ธุรกิจไทยไปต่อ: ปฏิรูปการทำงานของรัฐให้รวดเร็ว ลดขั้นตอน และใช้ระบบดิจิทัลเพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจ
- เศรษฐกิจชุมชน-SME เข้มแข็ง: สนับสนุนทุนหมุนเวียนและยกระดับทักษะแรงงานในท้องถิ่น
- สนับสนุนนิคมเกษตรอุตสาหกรรม: สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูปในทุกภาค
3.ด้านพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว:
- พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกรและชาวประมง: ลดต้นทุนการผลิตด้วยการชดเชยราคาน้ำมันและไฟฟ้า
- Bangkok Green: เน้นการจัดการขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า (Waste-to-Energy) และส่งเสริม Solar Cell หลังคาบ้าน
4. ด้านการแก้หนี้และสวัสดิการ:
- แก้หนี้เกษตรกร จบที่กล้าธรรม: ปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ และลดภาระดอกเบี้ย
- Educational Pillar (แก้หนี้และเพิ่มสวัสดิการครู): แก้หนี้ครูทั้งระบบและเพิ่มสวัสดิการเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน
- Banking for Thais: จัดตั้ง "ธนาคารประชาชน" เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน
5. ด้านสังคม ผู้สูงวัย และการท่องเที่ยว:
- Social Welfare Pillar: หลักประกันรายได้ผู้สูงวัยถ้วนหน้า และระบบดูแลสุขภาพถึงบ้าน
- Tourist Economic Pillar: เปลี่ยนเมืองรองเป็นเมืองหลัก และสร้างงานในพื้นที่
6. ด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน:
- ปราบทุนเทา ทลาย Corruption: ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย
7. ด้านประมงและชายแดนใต้:
- เศรษฐกิจประมงยั่งยืน: ปรับปรุงกฎหมายประมงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและมาตรฐานสากล
- นโยบายชายแดนใต้: เช่น "มลายู สะพานภาษาเชื่อม ASEAN", "ยุติธรรมใกล้บ้าน", และ "3 จังหวัดสันติสุข กฎหมายเข้มแข็ง"
ทั้งนี้ทั้ง 38 นโยบาย ที่จะใช้วงเงินงบประมาณรวมทุกโครงการประมาณ 2.27 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบดำเนินงานใน 4 ปี จำนวน 1.42 ล้านล้านบาท และงบผูกพันต่อเนื่อง 10 ปี สำหรับ Mega Project อีก 850,000 ล้านบาท สะท้อนแนวทางลงทุนทั้งระยะสั้นควบคู่โครงสร้างระยะยาว
สำหรับ 10 อันดับนโยบายที่ใช้งบประมาณมากที่สุด ได้แก่
1. Bangkok Shield (East-West Thai Gulf Corridor): 850,000 ล้านบาท (โครงการ 10 ปี)
2. Agriculture Pillar: 350,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี)
3. ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ: 400,000 - 550,000 ล้านบาท (ตลอด 4-5 ปี)
4. พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกรและชาวประมง: 90,000 - 130,000 ล้านบาทต่อปี
5. สนับสนุนนิคมเกษตรอุตสาหกรรม: 80,000 - 120,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี)
6. ประกันรายได้ประชาชน: 70,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี)
7. แก้หนี้เกษตรกร จบที่กล้าธรรม: 60,000 - 90,000 ล้านบาทต่อปี
8. Educational Pillar (แก้หนี้/สวัสดิการครู): 60,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี)
9. เศรษฐกิจชุมชนฐานราก: 60,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี),
10. Banking for Thais (ธนาคารประชาชน): 30,000 ล้านบาท (ตลอด 4 ปี)
“ในบรรดา 38 นโยบาย พบว่า 10 อันดับใช้งบสูงสุด นำโดย Bangkok Shield (East-West Thai Gulf Corridor) วงเงิน 850,000 ล้านบาท ตามด้วย Agriculture Pillar, โครงการน้ำ, พลังงานราคาถูก และการพัฒนานิคมเกษตรอุตสาหกรรม สะท้อนการให้น้ำหนักกับโครงสร้างพื้นฐานและการลดต้นทุนระยะยาว”
แหล่งเงิน–ความคุ้มค่า–ความเสี่ยง
พรรคกล้าธรรมระบุ แหล่งเงินที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายจะมาจากงบประมาณประจำปี การปรับลดงบซ้ำซ้อน งบกลาง กองทุนต่าง ๆ และการร่วมทุนรัฐ–เอกชน (PPP) โดยชูความคุ้มค่าเชิง Multiplier Effect การลงทุน 1 บาท สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 3–4 เท่า ลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่องในระบบ
อย่างไรก็ดี จากนโยบายทั้งหมดยังมีความเสี่ยงในหลายด้าน
ภาระการคลัง: หากการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า
การบริหารจัดการ: ความล่าช้าในขั้นตอนราชการ, การประสานงานระหว่างหน่วยงาน, และความเสี่ยงจากการทุจริตหากไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง
และปัจจัยภายนอก: ความผันผวนของราคาตลาดโลก, โรคระบาด, และภัยธรรมชาติ











